วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

take me to the top

            ในห้องนอนที่ถูกประดับตกแต่งด้วยบรรดาเฟอร์นิเจอร์โทนสีอุ่นสุดคลาสสิค บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและความมีสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี หน้าต่างที่ถูกแสงแดดลอดผ่านเข้ามาเตือนว่าได้ถึงเวลาที่เจ้าของห้องและผู้มาอาศัยควรลืมตาตื่นจากนิทราเสียที
            "อื้ออ" ผู้เป็นเจ้าของห้องบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน ทำให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดจิ๊ปากใส่อย่างรำคาญ แต่ก็ยังคงมุดตัวอยู่ในแผงอกกว้างและซุกกายอยู่ในกองผ้าห่มสีขาวนวลผืนเดิม
ปฏิกิริยาแบบนี้ยิ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของห้องหมั่นไส้และยิ่งอยากแกล้งคนตัวเล็กมากขึ้น เขาพลิกตัวขึ้นไปคร่อมทับคนร่างเล็กที่ยังคงชักสีหน้ารำคาญแม้ดวงตาคู่นั้นจะยังปิดสนิทอยู่ก็ตาม
           "จัง~เขาไม่เล่นนะ" คนตัวเล็กดิ้นอึกอัก พยายามจะผลักคนที่ชอบเล่นพิเลนให้กลับมานอนข้างๆเหมือนเดิม
            "ก็ไม่ได้เล่นสักหน่อย" คนขี้แกล้งโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู หวังให้ลมหายใจอุ่นๆจะช่วยปลุกคนข้างล่างได้บ้าง
            "ไม่ได้ปลุกเราคนเดียวแล้วรู้ไหม -//-" คนตัวเล็กผิวแดงระเรื่อไปทั่วทั้งตัว ทั้งเขินทั้งอาย แม้ว่าจะเคยๆกันอยู่ แต่เพราะเป็นคนตรงหน้านี้แหละมั้ง ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกถึงคำว่าชินชาเลย
            "จริงๆก็ไม่ตั้งใจจะปลุกไดจังสักหน่อย" มือของคนขี้แกล้งเลื่อนสัมผัสลงมาเรื่อยๆ ทำให้คนตัวเล็กวูบวาบไปทั่วท้องน้อย
            "เดี๋ยวเถอะ!!"คนตัวเล็กตะครุบหนวดปลาหมึกไว้ได้ทันก่อนที่มันจะไปกราดเกรี้ยวใส่เสากระโด่งเรือ"เคย์ มีเรื่องอยากขอ"
            "หืม เอาไว้ค่อยคุยกันก็ได้น่าา" จมูกโด่งยังคงไล้เลื่อยไปทั่วซอกคอขาว
            "ตอนนี้ ต้องตอนนี้!!"คนตัวเล็กดันหัวของคนรักออกมา และใช้สองมือประคองใบหน้าของคนตรงหน้าให้หันมาคุยกันอย่างจริงจังเสียก่อน
             "หืม มีอะไรครับคนดี" คนขี้แกล้งวางมือทับบนมือของคนรักและใช้แรงเลื่อนมือเล็กๆมาจูบ และพยายามจะบรรเลงเพลงรักต่อ แม้จะถูกยื้อยุดไว้ก็ตาม
             "เราอยาก on top!!!"คนตัวเล็กตะโกนออกมาพร้อมหลับตาปี๋ คนรักดูจะหน้าถอดสีไปอยู่ครู่นึงก่อนจะปรับสีหน้ามาเป็นเช่นเดิม และยกยิ้มให้คนรักอย่างไม่ถือสา
             "อยากลองจริงหรอ??" คนขี้แกล้งถามซ้ำเพื่อความแน่ใจของคนรักของตนอีกครั้ง
             "เราก็เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมไดจังจะทำแบบเคย์บ้างไม่ได้ล่ะ" คนตัวเล็กเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย ใบหน้าที่ดูไร้เดียงสากับความคิดพิลึกพิลั่นแบบนี้มันช่างสวนทางกันเหลือเกิน
             "หืม ทำไมกันล่ะ ไม่รู้หรอก แล้วเวลาเคย์ทำให้ไดจังไม่มีความสุขหรอ" มือเรียวสวยขยี้ผมของคนรักอย่างหมั่นเขี้ยว
             "อืม ถึงจะเจ็บไปหน่อยก็เถอะ แต่ไดจังก็อยากช่วยเคย์บ้างนี่นา" ใบหน้าของคนตัวเล็กหลุบต่ำลงอย่างเขินอาย
             "งั้นไดจังก็ต้องขึ้นมานั่งบนตัวเคย์นะ ทำได้ใช่ไหม" มือของเคย์เชยคางของคนรักขึ้น 
             "อือ" เคย์ขยับร่างกายลงมานั่งบนฟูกขาว สลับกับคนรักที่พยายามจะขึ้นไปนั่งบนตัวเขาแทน
             "ถอดกางเกงให้เคย์สิ"
             "อือ เคย์ไม่ต้องบอกหรอก เดี๋ยวเราทำให้" คนข้างล่างชะงักกับท่าทีขึงขังของคนรักเล็กน้อย
             "ไว้ใจได้แน่นะ"เคย์ยิ้มหยอกล้อให้คนที่ยังคงสั่น แต่ใบหน้ากับจริงจังเหมือนกับจะไปออกรบ
   คนร่างเล็กโน้มตัวลงมาประกบปิดริมฝีปากนุ่มของคนรักแทนคำตอบ มือทั้งสองจัดการถอดชิ้นผ้าบางที่กั้นกายของทั้งเขาและคนรักไว้ เคย์ยิ้มอยากพอใจกับท่าทีของไดกิ คนตัวเล็กยังคงจูบพรมไปทั่วซอกคอขาวแบบที่คนรักเคยทำให้เขา มือเล็กรูดสาวแกนกายของคนรักอย่างที่เคยทำ ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากอวบอิ่มลงมาครอบแกนกายของคนรักแทน เคย์ร้องออกครางออกมาอย่างพอใจ นั้นยิ่งทำให้คนตัวเล็กได้ใจ ลิ้นรัวหยอกล้อกับเส้นทางน้ำรักของคนรัก พลางสาวรูดแก่นกายของตัวเองเพื่อเร่งเร่าอารมณ์
  เคย์จับหัวไดกิให้กลับไปครอบแกนกายของตนเหมือนเดิม เพราะมันเริ่มจะปวดหนึบขึ้นมาเสียแล้ว
            "ไดจังขึ้นมานั่งตรงนี้สิ" คนตัวเล็กขยับตามอย่างว่าง่าย "หันหลังมาหน่อย" คนตัวเล็กร้องอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ขัดใจคนรักแต่อย่างใด
            เคย์ลงลิ้นกับช่องทางรักก่อนจะใช้นิ้วเรียวสวยค่อยๆเปิดทาง ไดกิร้องอื้ออึงออกมาก "เคย์~" เมื่อคนข้างล่างมั่นใจวว่าคนรักจะเจ็บน้อยที่สุดแล้วจึงบอกให้ไดกิหันกลับมาหาตนและจับคนรักวางบนตัก
            "ได้เวลาแล้วนะ ไดจังมาสิ"คนข้างล่างยกเอวอวบของคนรักขึ้นและกดกายให้สวมครอบกับกับแกนกายของเขาได้อย่างพอดี คนข้างบนพยายามยกตัวขึ้นไม่ยอมกดกายลงมาเพราะกลัวเจ็บเหมือนเคย "ขยับสิครับคนเก่ง" ไดจังหลับตาปี๋และพยายามขยับกายขึ้นลงอย่างหวาดหวั่น เคย์ที่อยากแกล้งคนตัวเล็กเด้งสะโพกสวนขึ้นมาเล็กน้อย จนทำให้คนข้างบนรู้สึกตัวอ่อนปวกเปียกขึ้นมาจึงโอบรอบคอคนรักไว้ เคย์บีบคลึงสะโพกสวย และพยายามกดยกกดขึ้นพร้อมกับขยับเอวตัวเองให้สวนรับกับจังหวะรัก
            "เคย์ อ๊ะ อ๊า"
            "อะไรหรอครับ"
            "แล้วมันต่างจากเดิมตรงไหนล่ะทีเนี่ย!!"
            "ก็ตรงที่ไดจังอยู่ข้างบนไง" เคย์งับติ่งหูของคนรักอย่างหยอกล้อ
.
.
.
.
.
.
.
            "เป็นไงมั้งไดจัง"กลุ่มเพื่อนรักของไดกิถามขึ้น
            "ก็ on top ไง"
            "เป็นไงๆ"
            "ก็ไม่เห็นแตกต่างนี้นา แค่เราขึ้นไปอยู่ข้างบนไม่ใช่หรอ" เพื่อนๆหันมามองหน้ากันและหัวเราะคิกคักอย่างมีเลศนัย
             "แบบนี้อิโนะจังสนุกแย่เลยสิ"
             "ก็เห็นยิ้มตลอดเลย ไม่รู้จะยิ้มอะไรหนักหนา" คนตัวเล็กบู้ปากยู่ ทั้งที่ใบหน้าแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อ
             "ไดจังนี้น่ารักจังเลยน่า คิกๆ" คนถูกชมทำหน้ายุ่งอย่างไม่เข้าใจ
             "หัวเราะอะไรกัน ทำไมวันนี้เจอแต่คนกวนประสาทนักว่ะ!!!!"
.
..
.

.
            "ได้ข่าวว่าโดนเมียจิ้มหรอครับคุณชาย"คนที่ถูกทักยิ้มรับอย่างมีความสุข
            "ขอโทษที ข่าวของพวกมึงคงมั่วแล้วล่ะ ใครจะยอมให้จิ้ม ได้เสียเชิงคุณชายกันพอดี ฮาฮ่า"
            "สงสัยโดนจิ้มจนเสียสติไปแล้วสินะไอ้คุณชาย"
            "ไม่เชื่อก็เรื่องของพวกมึง นี้ระดับไหนแล้ว ไม่มีพลาดให้เสียชื่อและเสียตูดเว้ย!!"
            "ได้ไงว่ะ กูอุตส่าห์พนันกับพวกฝั่งนู้นว่ามึงแม่งโดนเสียบแน่ๆ ทำไมมึงไม่ยอมไดจังไปว่ะ ไอ้ห่านี้"
            "พวกมึงสินะที่แม่งมาปั่นหัวเพนกวินน้อยของกู เอาเหี้ยอะไรมาใส่หัวเพนกวินน้อยแสนบริสุทธ์ของกูอีกฮ่ะ!!"
             "เพนกวินมึงเสียบริสุทธ์ตั้งแต่มึงพาน้องเขาไปจิ้มล่ะ อย่ามาทำโวยวาย ห่า"
             "คนล่ะบริสุทธ์เว้ย!! เพนกวินกูถึงจะไม่เวอร์จิ้น แต่ความคิดคนของกูอย่างกับผ้าขาวๆ มึงอย่าไปเอาโคลนประหลาดๆของพวกมึงมาสาดใส่อีกล่ะ"
             "ไว้คราวหน้ากูจะสอนคำว่ารุกกับรับให้น้องฟังล่ะกัน คราวหน้ามึงเสียตูดแน่ ไอ้คุณชาย"คนที่ถูกเพื่อนแกล้งลุกขึ้นไล่เตะเพื่อนตัวแสบแถมยังโวยวายเสียงดังไปทั่วลานเอนกประสงค์ของคณะ ทำให้คนแถวนั้นขบขันไปกับท่าทางโวกเวกของเดือนคณะสุดหล่อและเหล่าเพื่อนซี้
             "งั้ยกูก็จะสอนยูริจังให้อัดตูดมึงแน่ ถ้าน้องไม่เคย กูจะเปิดคอร์สติวตัวต่อตัวให้เลยแล้วกันเป็นไง ฟรีนะฝากบอกด้วย คิคิ"
             "เคย์จะสอนวาดรูปให้จิเน็นหรอ แต่จิเน็นเรียนบัญชีจะได้ใช้หรอเคย์"คนเพิ่งมาใหม่ที่ฟังความไม่ได้ศัพท์ เอียงหัวอย่างสงสัย
             "ไดจัง!! เราแค่พูดเล่นน่ะ"
             "อ้อ จ้า" คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างเข้าใจง่าย
             "ไอ้คุณชายกลัวเมีย!!!!5555555" 
             เอาเป็นว่าผมยอมกลัวเมียเพื่อให้โลกขอผมสงบสุขล่ะกันนะ คึคึ แต่โลกของพวกมงอ่ะไม่แน่!!

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

4-Lair Love

                “ทาไดมะมาม๊า ไดกิเองครับ” ผมได้ยินเสียงตึงตังภายในบ้าน คาดว่าเกิดจากความรีบร้อนที่จะวิ่งมาเปิดประตูให้ลูกชายตัวน้อยคนนี้นั้นแหละครับ
                “ไดจังงง ลูกมาได้ไง แล้วนี่
                “สวัสดีครับคุณแม่ ผมอิโนโอะ เคย์” ผมส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
                “อ้อ เชิญเข้าไปในบ้านก่อนสิจ๊ะ ไปนั่งคุยกันดีกว่านะ” แม่ไดจังทำท่าผายมือให้เข้าบ้าน ส่วนคนขี้โวยวายเมื่อครู่ กลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ไดจังเดินเข้าไปเกาะเอวแม่แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
                “แล้วนี้มามีอะไรกันหรือเปล่าหนุ่มๆ”ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะทานอาหารตัวเล็กนี้คุณแม่ก็ยิงคำถามที่เราเตรียมมาแล้วอย่างดิบดี
                “พอดีไดกิลืมของครับมาม๊า”
                “นั้นไงม๊าบอกแล้ว ว่าให้ดูของไปให้เรียบร้อย เรานี้นะ แต่ไหนๆก็มาแล้วก็นอนสักคืนสองคืนก็ได้ อิโนโอะคุงว่างไหมลูก”
                “ว่างสิครับ ผมกะว่าจะมาพักผ่อนสักหน่อย อุตส่าห์ปิดโปรเจคได้แล้วทั้งที ฮาฮ่า”
                “นั้นสินะ อิโนโอะคุงเรียนปี 1 แล้วสินะ ช่วยดูน้องหน่อยนะลูก นี้จะขึ้นมอปลายแล้วยังไม่โตเลยดูสิ” แม่เอามือขยี้ผมคนขี้อ้อนที่ยังกอดเอวแม่ตัวเองไว้แน่น
                “ครับผม ไดจังเป็นเด็กดี เลี้ยงง่ายออกครับแม่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
                “ได้ยินอย่างนี้แม่ก็โล่งใจ อ่า! มาเหนื่อยๆไปอาบน้ำกันไหมลูกเดี๋ยวแม่ไปเตรียมน้ำให้นะ ไดจังพาพี่เขาเอาของไปเก็บที่ห้องสิ เลิกอ้อนได้แล้วลูกหมู”
                “ม๊าขุนไดกิเองนะ -3-”คนที่ถูกเรียกว่าลูกหมูดันจมูกตัวเองให้เชิดขึ้น แถมยังพูดจ้ายียวนกวนผู้เป็นแม่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
                “ไปๆ ไม่เล่นแล้วเจ้าตัวแสบ ไปส่งพี่เขาเก็บของได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะได้ไปเตรียมน้ำให้อาบ”
                “คร้าบบบบโผมมม”ลูกหมูขานรับด้วยน้ำเสียงยานคาง ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินนำผมไปเพื่อพาไปเก็บกระเป๋าตามคำสั่งของผู้เป็นแม่
                “ตามมาๆ บ้านฉันมีแค่สองห้อง
                “ไดจัง เรียกแทนตัวกับพี่เขาอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ เดี๋ยวเถอะๆ”เสียงผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
                “อ๊ะ! ครับๆ”ไดจังขานรับ และหันกลับมาอธิบาย “อืม ถึงไหนนะ อ้อ! บ้านผมมีสองห้องคือห้องนอนของผมกับป๊าม๊า อิโนะจังนอนห้องผมล่ะกัน เดี๋ยวผมจะนอนกับมาม๊า ”
                “ไดจังนอนกับฉันก็ได้นิ เกรงใจแม่นะ”
                “ไม่เอาหรอก อิโนะจังกลัวผีหรอ บ้านไดจังไม่มีผีหรอกนะ”คนตัวเล็กกว่าทำหน้าล้อเลียน
                “ไม่ได้กลัวผีสักหน่อย”ผมได้แต่บ่นอุบอิบเบาๆ ไม่ได้หวังให้คนตรงหน้ามาสนใจกับคำรำพึงรำพันอะไรของผมหรอก
                ไดจังเอื้อมมืออ้อมไปทางข้างหลังผม พร้อมกับเดินเบียดตัวไปเปิดไฟภายในห้อง เป็นห้องที่เปล่าๆที่มีเพียงตู้เสื้อผ้าและโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กวางไว้ที่มุมห้อง
                “ห้องเล็กกว่าบ้านอิโนะจังมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ ถ้าไดจังมานอนยัดด้วยมีหวังต้องอึดอัดแย่ ก็เขาเป็นหมูนี่นา”คนตัวเล็กดันจมูกเชิดใส่ ก่อนจะเดินอาดๆไปที่ตู้เสื้อผ้า และหยิบฟูกผืนสีชมพูเหมือนเด็กผู้หญิงมาปูกับพื้น พร้อมตบฟูกแปะๆ “ฟูกสีชมพูไม่เหมาะกับไดจังเลยใช่ไหมล่ะ ความจริงมาม๊าอยากได้ลูกผู้หญิงล่ะ แต่มาม๊าก็บอกนะว่าถึงยังไงก็รักไดจังอยู่ดี”
                “ไม่เห็นไม่เหมาะเลย โคตรเข้ากับไดจังเลยนะ”
                “จะว่าผมไม่แมนหรอ ไอ้สีชมพูหวานแหววแบบนี่เนี่ยนะ”คนตัวเล็กยู่ปากแบบขัดใจ ตอบยังไงก็ผิดสินะ เฮ้อออ
                “มีผู้ชายตั้งเยอะแยะที่ชอบสีชมพูแล้วก็เข้ากับสีชมพู เอ่อ แบบยามะจังไง ยามะจังที่ร้านอาหารน่ะ ไดจังจำได้ใช่ไหม”
                “อ่า นั้นสินะ ถ้าอย่างยามะจังยังไงก็เหมาะแน่ๆ”คนตัวเล็กยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจในคำตอบ”อ๊ะ! อิโนะจังก็เตรียมของไปอาบน้ำเถอะ ม๊าคงเตรียมน้ำเสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวผมก็เอาของตัวเองไปเก็บก่อนล่ะกัน”
                “นอนด้วยกันเถอะนะ”มือของผมดันไปรั้งแขนของคนตัวเล็กเสียได้
                “เป็นอะไรหรือเปล่าอิโนะจัง ก็บอกแล้วไงว่ามัน
                “มันแปลกที่น่ะนอนด้วยกันเถอะนะ”คนตัวเล็กหันกลับมามองหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจัง
                “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”ไดจังหันหลังเดินออกจากห้องและวิ่งลงบันได ก่อนจะกลับมาอีกครั้งด้วยฟูกสีขาวสะอาด “อันนี้ให้อิโนะจังนอนล่ะกัน แล้วก็นะม๊าเรียกให้ไปอาน้ำแหน่ะ เดี๋ยวผมปูที่นอนเสร็จจะตามลงไปนะ”
                “อือ”ผมตอบรับอย่างสบายใจมากขึ้น
                เชื่อไหมว่าหนุ่มมหาลัยอย่างผมเนี่ย ไม่เคยแม้แต่จะไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหนเลย เพราะไม่ชอบการนอนแปลกถิ่น แถมไอ้นิสัยแบบนี้ล่ะมั้ง ผมถึงไม่ค่อยจะมีเพื่อนเลยน่ะสิ ถึงจะแอบมีไปนอนกับสาวๆบ้าง แต่ผมก็ไปส่งพวกเธอหลังเสร็จกิจทุกครั้ง คงไม่มีใครอยากเห็นชายหนุ่มที่กำลังหลงเสน่ห์อยู่นอนละเมอร้องไห้แบบเด็กๆหรอกใช่ไหมล่ะ ถึงแค่ 1 คืนก็อยากให้เป็นความประทับใจดีๆต่อพวกหล่อนล่ะนะ
                ผมเดินลงบันไดไป และพบกับคุณแม่ไดกินั่งจิบชาอย่างใจเย็นอยู่ที่โต๊ะกับข้าว พร้อมทั้งยิ้มทักทายก่อนที่จะผายมือแนะนำทางไปห้องอาบน้ำให้กับแขกอย่างผมในวันนี้ ผมรีบก้มโค้งขอบคุณก่อนจะเดินไปตามทางที่เธอแนะนำ
                .
                .
                .
                “อิโนโอะคุงลูก ม๊าขึ้นไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวม๊าตามไดจังให้ลงมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วกันนะจ๊ะ”
                “ครับผม ขอบคุณมากครับ”
-Arioka’s part-
                “ลูกหมู เตรียมที่นอนเสร็จแล้วก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนอิโนโอะคุงได้แล้ว”
                “ครับๆ มาม๊า” ผมก้าวเดินลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า ก็มันง่วงแล้วนี่นา นั่งรถมาทั้งวัน ปวดเหมื่อยไปหมดเลยแหะ
                เมื่อผมลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน ก็จัดการนอนเอาหน้าแนบไปกับพื้นโต๊ะกับข้าวที่ไม่แน่ใจว่าสะอาดแล้วหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวก็อาบน้ำแล้วนี่นา
                ไม่รู้ว่าผมหลับไปนานแค่ไหน จนสัมผัสได้ถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่หยดลงมาเต็มใบหน้า
                “ตื่นแล้วหรอ ฉันอาบน้ำนานมากเลยสินะ ขอโทษทีนะ”
                “อะอิโนะจัง ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก ฉันแค่เพลียๆนิดหน่อยน่ะ รู้สึกขี้เกียจอาบน้ำจัง”
                “ไม่อาบ ไม่ให้นอนด้วยหรอกนะ”
                “ไปนอนกับม๊าก็ได้”ทั้งที่ง่วงขนาดนี้ แต่ขอแกล้งคนขี้กลัวนิดนึงจะเป็นไรไป ใครต้องง้อใครกันแน่อิโนะจัง หึหึ
                “เดี๋ยวช่วยอาบให้ก็ได้นะ หลับไปเลย จะช่วยขัดถูให้ทุกส่วนเลยดีไหม”จู่ๆอิโนะจังก็ทำหน้าเจ้าเล่ห์ แถมยังยื่นหน้ายียวนนั้นมาใกล้ๆ จนผมชักจะอายไอ้เสียงลมหายใจที่ติดขัดแบบนี้น่ะสิ หวังว่าจะไม่สนใจมันหรอกนะ
                “บ้าหรอ! พูดไปงั้นแหละ ไดจังรักสะอาดจะตาย อาบเองได้สบายมาก”
                “หึหึ ก็ดี เดี๋ยวรออยู่นี้ล่ะกัน”
                “แล้วแต่ ถ้าไม่กลัวเป็นปอดบวมตายล่ะก็นะ”ผมมองดูคนที่นั่งไขว้ห้างเอาผ้าเช็ดเรือนผมอย่างไม่พิถีพิถัน กับผ้าขนหนูที่ห่มร่างกายช่วงล่างไว้อย่างดี แม้จะพูดจาประชดประชันไปขนาดนั้น แต่เขากลับไปยี่หระกับคำพูดของผมแม้แต่น้อย อยากจะรอก็รอไปล่ะกัน ผมเดินหันหลังเพื่อเดินไปอาบน้ำก่อนที่น้ำหายอุ่นเอาเสียก่อน
                “กลัวอดใจไม่ไหวล่ะสิ คิกคิก”
                “ได้ยินนะ!!
                “งั้นก็ได้ยินไว้ด้วยนะ ถ้าไม่รีบอาบผมจะไปช่วยถูหลัง”
                “บ้า!!
                .
                .
                .
                ไอ้เสียงโวยวายเมื่อครู่เงียบลงไปพักใหญ่ๆ จากที่อาบน้ำอย่างเนิบนาบเพื่อต้องการจะกวนประสาทคนข้างนอก ก็ต้องรีบลุกออกจากอ่างน้ำและจัดการปล่อยน้ำให้ไหลออกจากอ่าง ก่อนจะหยิบผ้าคลุมอาบน้ำสีชมพูมาห่มตัว แล้วก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหัวอย่างลวกๆ และรีบออกจากห้องน้ำมาดูสภาพคนข้างนอกสักหน่อย หนาวตายไปหรือยังล่ะอวดเก่งดีนัก!!
                เมื่อก้าวเท้ามาถึงห้องครัวก็พบร่างบางสั่นงกๆเอาหน้าแนบไปกับโต๊ะกับข้าวตัวเดิม ใบหน้าดูซีดเซียว ตาหลับพริ้ม แต่คิ้วคู่นั้นกลับขมวดยุ่งเข้าหากัน คนที่เพิ่งมาใหม่เดินไปประชิดตัวเพื่อไปอังหน้าผาก หลังมือสัมผัสได้ถึงไอร้อนๆที่แผ่ออกมา ร่างคนตรงหน้าเผยอปากออกเล็กน้อยเหมือนพยายามบอกอะไรบางอย่าง คนตัวเล็กก้มตัวลงเพื่อต้องการที่จะรับฟังในสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการจะบอก
                “ได
                “ผมหรอ”
                “ไดเป่าผม”
                “ห๊ะ!!??”สิ้นเสียงอุทานไม่เท่าไร คนที่ทำท่าทางอ่อนเปลี้ย ไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ก็ใช้มือโน้มคอคนตัวเล็กลงมาประกบปาก คนตัวเล็กได้แต่ทำตาโตงงงวยกับเหตุการณ์ตรงหน้า “ทำทำไม??
                “ไม่รู้” คนที่แสร้งอ่อนแรงเมื่อครู่ก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนตรงหน้า ทั้งไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง และไม่เข้าใจปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มตรงหน้าไดกิจูบตอบเขา ไม่รู้ว่าเพียงเพราะเผลอตัวหรืออะไรกันแน่
                “เฮ้อออ”คนตัวเล็กถอยหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่เข้าใจความหมาย ก่อนจะลุกขึ้นและเดินขึ้นบันไดเงียบๆ
-Inoo’s part-
                เอาแล้วไง วุ่นวายอีกแล้วไง ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดอีกแล้วนะเรา โดนเกลียดเข้าเต็มๆแล้วสินะ ผมนั่งอยู่ข้างล่างนี่สักพักเพื่อหวังให้ไดกิหลับไปก่อน หรืออาจจะหนีไปนอนห้องของคุณแม่แล้วก็ได้
                เมื่อเสียงข้างบนเงียบไปพักใหญ่ๆผมก็เดินขึ้นไปบนห้อง ปรากฏว่าพบกับร่างเล็กนั่งสัพหงกอยู่มุมห้อง ผมจัดการอุ้มร่างเล็กลงมานอนกับฟูกสีชมพูของเจ้าของ และห่มผ้าให้เรียบร้อย คนตัวเล็กเหมือนจะลืมตาขึ้นมามองเล็กน้อย
                “เพราะว่านายนอนคนเดียวไม่ได้หรอกนะ” ร่างเล็กหันหน้าไปอีกทางก่อนที่เสียงทุกอย่างจะเงียบลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำของคนที่ยังนอนไม่หลับเท่านั้น
                ผมปิดไฟและล้มตัวนอนลงบนฟูกขาวที่ไดกิจัดไว้ที่มุมห้องอีกฝั่งซึ่งห่างจากฟูกของเจ้าตัวไม่มากนัก สายตายังคงมองแผ่นหลังของคนตัวเล็ก ไม่มีความคิดอะไรในหัว แค่อยากจะมองแค่นั้นเอง
                .
                .
                .
เช้าวันรุ่งขึ้น
                ผมลืมตามาก็ไม่พบอะไรเลย แผ่นหลังเมื่อคืนหรือกระทั่งฟูกสีชมพูก็คงถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยภายในตู้ตัวเดิมของมันนั้นแหละ ผมลุกขึ้นเพื่อจัดการกับฟูกของผมบ้าง ก่อนจะพับฟูกเสร็จ เสียงประตูก็เปิดออก เป็นคนที่เกลียดผมเข้าไปแล้วนั้นแหละ
                “ม๊าให้มาตามไปกินข้าว ลงไปเลย เดี๋ยวที่เหลือจัดการให้” คนที่ยังมีท่าที่โกรธเคืองผมอยู่เดินเข้ามาแย่งฟูกออกไปจากมือผม แล้วเอาไปพับแล้วยัดเข้าตู้ที่เก็บฟูกสีชมพูของเขา
                “อืม”ผมเดินนำคนตัวเล็กลงมาก่อน พอมาถึงเสียงคุณแม่ก็ทักขึ้นมาอย่างแจ่มใสถามไถ่สัพเพเหระทั่วไป ก่อนจะทิ้งท้ายว่ามีธุระต้องไปข้างนอกบ้าน บ่ายๆกว่าจะกลับ อีกทั้งยังกำชับว่าอย่าเพิ่งรีบกลับให้รอทานหม้อไฟตอนมื้อเย็นนี้ก่อน ผมก็ได้แต่รับปากไปเพราะไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไรอยู่แล้ว พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ทั้งที
                หลังจากคุณแม่ออกจากบ้านไปแล้ว บ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ เสียงคนที่เคยเจื้อยแจ้วเสียงใส ไม่มีอีกแล้ว ก็ในเมื่อโดนเกลียดไปแล้วคงทำอะไรไม่ได้แล้วสินะ เฮ้อ!
                ไดกิก้มหน้าอ่านหนังสือการ์ตูน เสียบหูฟังตัดเข้าสู่โลกส่วนตัว หรือก็คือตัดผมออกจากโลกของเขานั้นแหละ ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยเดินหนีออกนอกบ้านไปเสียเลยดีกว่า ข้างๆบ้านมีต้นไม้ที่ถูกดูแลอย่างดี ถูกปลูกเรียงรายอย่างสวยงาม พุ่มดอกไม้ปลูกเป็นทางทอดยาวเว้นช่องว่างไว้สำหรับสัญจร ผมเดินไปเรื่อยๆก็พบกับบ้านหลังโตที่ไดจังเคยแนะนำว่ามันคือบ้านของน้านั้นเอง ผมเห็นว่าไม่ควรจะเดินต่อจึงหมุนตัวจะเดินกลับ แต่ก็มีเสียงเล็กๆได้ดึงให้ร่างผมหยุดเสียก่อน
                “ใครน่ะ!!...ไดจังหรอ??
                “เอ่อผมเป็นรุ่นพี่ไดจังครับ ชื่ออิโนโอะ เคย์ พอดีไม่ทราบว่าเดินมาแล้วมันจะมาโผล่ที่บ้านของคุณต้องขอโทษด้วย” เด็กผู้ชายตัวเล็กมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
                “งั้นไดจังก็อยู่บ้านน่ะสิ!”เด็กชายที่รูปร่างเล็กกว่าไดจังเล็กน้อยรีบวิ่งนำผมไปที่บ้าน และตะโกนเรียกเสียลั่นบ้าน แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับของคนข้างใน คงเป็นหูฟังที่เปิดเพลงเสียดังลั่นนั้นแหละ
                “เอ่อ ไดจังคงเสียบหูฟังอยู่น่ะ คุณไม่เข้าไปในบ้านเลยล่ะ”สายตาคู่น้อยกระตุกวูบลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มให้ผม และออกคำสั่งอยากเอาแต่ใจ
                “ไปเรียกไดจังให้หน่อยสิ!
                “เอ่อครับ” ผมจำใจต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับโลกของไดจังอีกครั้ง ผมเดินไปสะกิดไหล่คนตัวเล็ก เข้าหันหน้ามาเล็กน้อยและทำหน้ายุ่งใส่ ผมชี้ไปทางประตู ไดจังถอดหูฟังออกไปข้าง
                “น้องไดจังให้มาเรียก” คนที่หน้ายุ่งอยู่แล้วกลับทำคิ้วขมวดหนักกว่าเก่า แถมยังเบะปากอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินอาดๆไปที่ประตู
                “จิเน็น!!
                “ทำไมมาไม่บอกยูริเลยล่ะไดจัง” คนตัวเล็กกว่าทำหน้างอนๆ
                “ก็ไม่นึกว่าจะอยู่บ้าน” น้ำเสียงของอีกคนดูจะกระตือรือร้นมากๆแต่อีกคนก็กลับเย็นชาอย่างสุดขั้ว
                “กับยูยังไม่มีอะไรเลยนะ ไดจังโกรธยูริหรอ” เสียงอีกคนที่กระเหง้ากระงอดกลับทำให้อีกคนยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก
                “ทำไมต้องพูดถึงมันอีก ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ ทั้งมันแล้วก็นาย!”สีหน้าคนตัวเล็กกว่าดูเศร้าลงไปถนัดตา ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อไหลออกมาจากตาดวงสวย
                “ยูริขอโทษ เราเลิกกันแล้ว ตั้งแต่วันที่ไดจังไปที่นู้น ยูริไม่ชอบที่ไดจังต้องไปไกล ไกลจากยูริเลย ไม่ชอบให้ยูยังถามหาไดจัง ไม่ชอบยูยังที่พูดถึงแต่ไดจังด้วย ไม่ชอบ ไม่ชอบอะไรสักอย่าง แต่ยูริชอบไดจังนะ ไม่ได้เกลียดเลย ไดจังอย่าเกลียดยูริได้ไหม” คนที่ร้องไห้ฟูมฟายทรุดลงนั่งกุมเข่าตัวเอง คนที่ทำท่าทางหยิ่งยโส แต่สายตาคู่นั้นกลับกระตุกวูบกับถ้อยคำเหล่านั้นไม่รู้สักกี่ครั้ง ท่าทีของเขาเริ่มอ่อนลง ก่อนจะนั่งลงเป็นเพื่อนคนตัวเล็กและยื่นมือไปแตะบ่าที่สั่นไหว และโน้มตัวลงกระซิบใกล้ๆแก้มใส
                “ไม่ต้องมาเล่นละคร!” คนท่าทีหยิ่งยโสได้กลับมาอีกครั้ง เขาหันหลังและรีบปิดประตูบ้าน ปล่อยให้ผู้สังเกตเหตุการณ์ได้แต่งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
                “ไม่ทำเกินไปหน่อยหรือไง แค่เรื่องผู้ชายคนเดียวถึงขนาดตัดญาติกันเลย!?”ผมตั้งใจกระแทกเสียงคำว่า ผู้ชายที่มันคับข้องอยู่ในใจผมออกไป ผู้ชายคนที่นายรักสินะ ยูยังงั้นหรอ!?
                “ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า”ดวงตากลมโตคู่นั้นสั่นไหวอีกครั้ง ไหล่น้อยๆห่อตัวและกระตุกไหวจนผมตกใจ ผมจึงรีบวิ่งไปประคองร่างเล็กไว้ “อึก อึ้ก อึก ฉันสกปรก สกปรกไปทั้งตัว เกลียดๆ เกลียด” คนตัวเล็กฟูมฟายออกมาอย่างไม่เข้าใจความหมาย มือน้อยพยายามถูไถไปตามตัวจนเกิดรอยแดง หนักเข้าก็จะเอาเล็บข่วนไปตามร่างกายตัวเอง ผมจึงต้องกอบกุมมือน้อยๆนั้นไว้ “สกปรก ฉันมันสกปรก ต้องทำความสะอาดๆ ฉันจะไปอาบน้ำ นายถอยไป!!”คนตัวเล็กพยายามจะผละออกจากผม ผมที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก แต่คิดว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขามากๆ ผมประคองร่างเล็กให้เดินไปที่ห้องน้ำ
                “ผมจะช่วยเอง”สายตามองผมอย่างไม่ไว้ใจนัก “ไว้ใจผมเถอะ เหลือแค่ผมไม่ใช่หรือไง” ผมได้แต่โอบกอดร่างที่สั่นไหว และพาเขาเข้าไปชำระล้างร่างกายที่สกปรก(?) ผมจัดการถอดเสื้อยืดลายการ์ตูนและกางเกงใส่เล่นเหลือเพียงกางเกงในตัวจิ๋ว ผมเปิดน้ำใส่อ่างและอุ้มร่างบางวางลง และถอดผ้าชิ้นสุดท้ายที่ติดตัวคนตัวเล็กออก ผมเดินลงไปบนขอบอ่างนั่งซ้อนอยู่ข้างหลังคนตัวเล็กและลูบไล้สบู่ไปทั่วกายคนตัวเล็ก เขาสะอื้นออกมามากกว่าเดิม และก้มหน้างุดๆกอดเข่าตัวเองไว้ ก่อนที่จะหันหลังมาประชันหน้ากับผมและรั้งเอวผมไปกอดไว้แนบกับแก้มกลมๆ
                “ฉันสกปรก นายมายุ่งกับฉันก็ต้องสกปรกไปด้วย ถ้าจะถอยตอนนี้เลยก็ยังทันนะ ความรู้สึกฉัน ฉันจะหยุดมันไว้เอง” ผมไม่ได้ตอบรับก็ไม่ได้ผลักไส ยิ่งโอบกอดร่างเล็กไว้ให้แน่นกว่าเดิมเสียอีก
                ร่างเล็กดึงผมลงมาแช่ในอ่างน้ำด้วยกัน มือที่เริ่มอยู่ไม่สุขถอดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงลำลองของผมออก และพยายามลู่ปราการชิ้นสุดท้ายของผม
                “เป็นความทรงจำใหม่ของผมนะ”คนตัวเล็กโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูของผม แววตาของเขาทำให้ผมตกใจไม่น้อย สีหน้าที่มีแต่ความเคียดแค้น โกรธเคือง ผมผละออกจากเขาและลุกขึ้นและหยิบผ้ามาพันกาย ก่อนจะส่งอีกผืนให้คนที่ยังทำหน้างงอย่างไม่เข้าใจ ผมรีบเดินออกมาจากห้องน้ำ พอดีกับที่คุณแม่ไดจังกลับมา ผมจึงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้อง สักพักก็ได้ยินสียงคนตัวเล็กออกมาจากในห้องน้ำ หวังว่าคุณแม่จะไม่คิดสงสัยอะไรนะ



               
 _______________________________________________________________________________________________________
พยายามบังคับตัวเองให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ แม้จะมีคนอ่านหรือไม่มีก็ตาม(ดราม่าทำไม 555)
สำนวนไม่สวย พิมพ์ผิดก็เยอะ ขออภัยถ้าอ่านแล้วเกิดขัดอารมณ์ไปบ้างนะคะ
ก่อนเปิดเทอมก็จะพยายามลงให้ได้อีกสักตอนสองตอนล่ะกัน(สัญญากับตัวเอง -..-)
               
               


3-Lair Love

-inoo’s part-
                สวัสดีผม อิโนโอะ เคย์ ใครๆก็เรียกผมว่าอิโนะซามะ เพราะฉะนั้นพวกคุณก็เรียกผมแบบนั้นก็ได้ ผมไม่ถือ ฮิฮิ
ผมเป็นเด็กถาปัตปี 1 สุดหล่อ ใครๆก็ว่าแบบนั้น ซึ่งผมก็ชินกับมันแล้วล่ะ ผมเป็นลูกชายคนเดียว นอกนั้นก็เป็นผู้หญิง ซึ่งก็คือพี่สาวผมเองแต่เธอไปเรียนเมืองนอก พ่อกับแม่ที่หวงลูกสาวมากๆ กลัวไปมีสามีเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวก็ตามไปอยู่กับพี่สาวที่เมืองนอก ทิ้งให้ผมลูกชายหัวแก้วหัวแหวน? อยู่ที่บ้านหลังใหญ่หลังนี้เพียงลำพังเพราะถือคติว่าถึงผมจะพาสาวเข้าบ้านยังไงก็คงไม่ใช่พวกฝรั่งตาน้ำข้าวแน่นอน แถมคุณแม่บังเกิดเกล้ายังส่งลูกชายเพื่อนสนิทสมัยสาวๆของคุณแม่มาอีก 1 ผมน่ะไม่คัดค้านหรอกนะ บ้านออกตั้งกว้าง กว้างจนผมคิดว่าเดินกันทั้งวันอาจจะยังไม่เจอกันก็ได้ ผมไม่ได้เว่อร์นะ จริงจริ๊ง (หวังว่าพวกคุณจะไม่คิดจริงจังกับคำพูดผมใช่ไหม) ฮาฮ่า
                อาทิตย์นึงก่อนหน้าที่ลูกชายเพื่อนสนิทแม่จะมา แม่ผมลงทุนบินกลับมาเพื่อปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ โดยห้องรับรองแขกที่เคยเรียบๆ มีแค่ที่นอนและเครื่องอำนวยความสะดวกทั่วไป กลับมีของเล่นจำพวกโมเดล หุ่นยนต์ และอีกสารพัดของเล่น ถ้าผมไม่รู้มาก่อนว่าคนที่ย้ายมาน่ะมันเป็นเด็กมอปลายปี1 ผมคงคิดว่าผมจะได้น้องชายวัยประถมสะแล้วล่ะ ก่อนบินกลับคุณแม่ยังกำชับไว้อย่างดิบดีว่า
                “ต้องดูแลน้องดีๆนะ ถ้าน้องโทรมาหนีกลับบ้าน หรือขอย้ายออก แม่จะหักเงินเดือนแกแน่!! ครับ ไม่มีอะไรเด็ดขาดไปกว่านี้แล้วล่ะ ก็คำว่าเงินเดือนน่ะมันค้ำคอผมไว้อยู่น่ะสิ
                .
                .
                .
                วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเจอกับลูกชายคนสำคัญ เอ้ย! ลูกชายเพื่อนสนิทคนสำคัญของแม่ เชื่อเถอะถ้าคุณรู้ว่าแม่ผมที่นานๆทีจะโทรมาเพราะบอกว่าเปลืองค่าโทรศัพท์ แต่หลังจากกลับไปคุณแม่สุดที่รักก็โทรหาผมเกือบทุกวัน ไม่ใช่เพราะจู่ๆเกิดพิศวาสลูกชายคนนี้หรอกแต่เพื่อกำชับเรื่องลูกชายเพื่อนสนิทนั้นแหละ
                ผมจองร้านของยามะจังคนรู้จักของผมไว้เพื่อจะเลี้ยงต้อนรับน้องชายคนใหม่ของบ้านอิโนโอะสักหน่อย มันเป็นร้านที่บรรยากาศน่ารักๆนั้นน่ะคงเหมาะกับเด็กที่เพิ่งพ้นมอต้นมาหมาดๆอย่างน้องชายคนใหม่แน่ๆ อ้อ! ใช่ๆ น้องชายคนใหม่มีชื่อว่าไดจังแหละแม่ผมบอกมาแค่นี้แหะ ผมก็แอบกังวลนิดๆนะ ถ้าผมจะเรียกเขาด้วยชื่อที่สนิทสนมเกินไปมันจะดีไหมนะ เพราะฉะนั้นผมก็ควรแนะนำตัวด้วยชื่อเล่นเหมือนกันดีหรือเปล่าอ่ะ -.-
                ผมคิดไว้หลายเรื่องเลยนะ เรื่องที่จะคุยกับไดจังน่ะ เอ๊ะ! บางทีผมดูตื่นเต้นมากกว่าแม่อีกนะเนี่ย อาจเพราะว่าโดนโทรมากระตุ้นทุกวันแน่ๆเลยเหอะ บรื้อ~
                .
                .
                .
                นี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้วล่ะ ที่ผมอยู่กับไดจัง จะว่าไปไดจังน่ะกินง่ายอยู่ง่ายมากๆเลยล่ะ ถึงตอนแรกมาจะดูขี้โวยวาย จนผมคิดว่าต้องเรื่องมากแน่ๆ แต่กลับกันเลย ผมทำอะไรก็กินได้หมดทุกอย่าง แถมยังชมว่าอร่อยอีกต่างหาก รอยยิ้มแบบนั้นน่ะมันธรรมชาติมากเลยนะ มันทำให้ผมมีกำลังใจทำกับข้าวให้เขาทุกมื้อเลยล่ะ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันนะที่ไดจังทำกับข้าวให้ผมกิน อย่างวันนี้ที่ผมต้องปั่นโมเดลส่งเซนเซย์ล่ะ ส่งวันนี้เอาพรุ่งนี้ เผาก้นผมเลยสิครับเซนเซย์!!!!!!!
                “กินนี้ดิ ขอโทษทีนะที่ทำได้แค่ต้มราเมนให้ ทั้งๆที่นายชอบทำอาหารอร่อยๆให้แท้ๆเลย” ไดจังบู้ปากเล็กน้อย คงหงุดหงิดที่ตัวเองไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยมั้ง
                “งั้นอยากช่วยไหมล่ะ”
                “เห๊ะ! มีอะไรที่ผมทำได้ด้วยหรอ บอกมาเลย เดี๋ยวช่วยๆ วันนี้ผมไม่มีการบ้านล่ะ”
                “นั่งเป็นเพื่อนหน่อยล่ะกัน”
                “แค่นั่งเป็นเพื่อนเนี่ยนะ นี้นายไม่เห็นว่าฉันมีประโยชน์จริงๆสินะ”
                “ฉันแค่ไม่อยากให้ไดจังลำบาก อีกอย่างแค่ไดจังชวนฉันคุยทั้งคืนก็ดีแล้ว”
                “กลัวหลับหรอ”
                “ฮาฮ่า ก็นะ”ผมยิ้มแหยะๆให้คนตัวเล็กที่รู้ทัน
                “โอเค เอางั้นก็ได้”ไดจังลุกขึ้นไปหยิบน้ำหวาน ขนมนมเนย มากองไว้ข้างตัว ก่อนจะเริ่มแกะขนมซองแรก และหยิบขนมป้อนเข้าปากตัวเอง เคียวกรวมๆเหมือนกลัวผมจะแย่งก็ไม่ปาน“ไว้ใจไดกิได้เลย ผมจะชวนนายคุยข้ามคืนไปเลย :p
                .
                .
                .
                “อื้อร้านนั้นอร่อยมากเลยน้าาาาาาาาา อยากไปอีกจัง ไดกิอยากกิน ดายกิอยากกีน~~~~~~~ เชื่อเขาเลยแหะ พอเสบียงหมดลงไดจังที่ทำท่าสลึมสลือมาตั้งนานก็ผล็อยหลับ ไอ้คนที่ปากเก่งว่าจะชวนคุยข้ามคืนก็หมดสภาพไปสะแล้ว แถมยังละเมอเรื่องของกินอีกต่างหาก นี้นายก็เพิ่งกินจนหลับไปไม่ใช่หรอไดจัง -*-
                ผมจัดแจงให้คนตัวเล็กขยับไปนอนที่โซฟา ถึงจะบอกว่าตัวเล็กก็เถอะผมว่าไดจังต้องตันแน่ๆเลยล่ะ เล่นเอาแขนผมล้าไปหมดเลย ตื่นมาจะใช้ให้นวดสะให้เข็ด -3- จะว่าไปโมเดลผมก็เหลือแค่เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นแหละ งานก็ส่งตั้งบ่ายๆ นี้ก็ตี3ล่ะ นอนสักงีบล่ะกัน ยังพอมีเวลาแหละนะ ผมคว้าหมอนได้ก็เอามาหนุนหัวนอน เอามันสะข้างๆโซฟาไดจังนี้แหละ
                “อั๊ก!!”เหมือนมีร่างหนักๆทาบทับมาที่ตัวผม ผมว่าผมยังนอนไม่ถึงชั่วโมงดีเลยนะ เฮ้อออ!!
                “มาม๊า ไดจังคิดถึงมาม๊า ไดจังหิวๆมาม๊าทำออมไรค์ให้ไดจังน้าาาาาา มาม๊าใจร้าย! มาม๊าทิ้งไดจังทำไม มาม๊าไม่รักไดจังแล้วใช่ไหม ทำไมถึงส่งไดจังมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ ไดจังอยากกลับบ้านนนนน”คนขี้โวยวายที่ยังนอนทับอยู่บนตัวผมละเมอออกมาเสียงดัง
                “ด..ไดจัง” ผมเรียกให้เขาได้สติ พลางพลิกตัวคนร่างเล็กให้มานอนด้านข้างแทน แต่เหมือนคนร่างเล็กจะยังไม่ได้สติ เขาปัดป่ายมือไปสะเปะสะปะเหมือนต้องการจะคว้าอะไรบางอย่างไว้ แล้ววงแขนเล็กๆนั้นก็ตวัดกายผมเบียดเข้ากับตัว อีกทั้งยังซุกหน้าคลอเคลียอยู่แถวหน้าอกผม
                “อื้อ~ อุ่นจัง” งั้นปล่อยให้เป็นแบบนี้สักพักก็ได้มั้ง อือ~ ผมไดจังนี้นิ่มจังเลยนะ
                .
                .
                .
                “อิโนะจัง!! ตื่นได้แล้ว ฉันอึดอัดหายใจไม่ออกกกกก”
                “หืมม”
                “ยังจะ หืมมมมม อะไรกันเล่า นายมานอนกอดฉันได้ไงเนี่ย แล้วแล้วทำไมต้องกอดแน่นขนาดนี้ด้วย ห๊ะ! แล้วแล้วงานน่ะเสร็จแล้วหรอ ทำไมถึงมานอนแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวไม่มีงานส่งหรอก” คนขี้โวยวายพูดจาตะกุกตะกักไม่เหมือนทุกที ผมจึงแกล้งกระชับกอดให้แน่นขึ้น “เห้ย! ไม่เล่นนะเว้ย”ไดจังพยายามดันร่างผมให้ออกจากตัว
                “หืม ไดจังบอกเองไม่ใช่หรอว่ามันอุ่นดีน่ะ”
                “ใครจะไปพูดอะไรแบบนั้นกันเล่า”คนตัวเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนผม ทั้งยังทุบ ตี จิก ทึ้งผมเท่าที่กำลังเขาจะทำได้
                “ไม่แกล้งแล้วก็ได้”ผมคลายวงแขนออกเล็กน้อย คนตัวเล็กรีบกระชากตัวออกลุกขึ้นนั่ง แล้วกระถดหนีออกห่างไป
                “คิดว่าฉันจะทำมิดีมิร้ายนายหรือไง ฮาฮ่า”
                “กก็แล้วจะไว้ใจนายได้ที่ไหนล่ะ”
                “ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ แต่นายนั้นแหละกอดฉันก่อน”ผมยิ้มอย่างคนมีชัย ไม่ได้ทะเลาะกับใครมานานแล้วแหะ ก็อยู่คนเดียวมาตั้งนานแล้วนี่นา
                “จะเป็นไปได้ไง นายอย่ามาขี้ตู่ ฉันไม่ได้เมาสักหน่อย สติสัมปชัญญะครบถ้วน แล้วฉันก็จำไม่ได้ด้วย ฉันไปทำอะไรแบบนั้นตอนไหน”คนขี้โวยวายจ้องหน้าอย่างหาเรื่อง ทั้งที่ยังเอามือกุมเข่างุดๆอยู่แบบนั้น
                “ไดจังคิดถึงมาม๊า มาม๊าใจร้าย ทำไมต้องทิ้งไดจังด้วย”ผมทำเสียงยานคางเลียนแบบคนที่กำลังถลึงตาใส่ผมอย่างหาเรื่อง ตานายก็โตอยู่แล้วนะ เดี๋ยวมันก็ถลนเอาหรอก ผมอดที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ “ฮาฮ่าๆๆๆๆ”
                “ห้ามขำนะโว้ย!!!”คนขี้โวยวายจู่ก็น้ำตารื้นออกมาเสียได้ “มันน่าขำนักหรือไง!!!! ก็ฉันคิดถึงมาม๊าจริงๆนี่นา นายไม่เข้าใจหรอก ฉันเพิ่งเคยออกจากบ้านมานานๆแบบนี้ครั้งแรกนะเว้ย!! ห้ามๆๆๆๆๆ ห้ามหัวเราะแบบนั้นอีก
เกลียดอิโนะจัง!!!!” คนตัวเล็กลุกพรวดแล้ววิ่งขึ้นบันไดไป ก่อนจะปิดประตูห้องดัง ปัง!
                ผมทำพลาดไปแล้วสินะ

-Arioka’s part-
                ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองหรอกนะ ว่าทำไมผมต้องโกรธเขามากถึงขนาดนั้น ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมหงุดหงิด มันรู้สึกขัดใจไปหมด หืมมม ไม่ใช่เพราะผมถูกตามใจจนเคยหรอกนะ
                แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรใช่ไหมล่ะ ทำไมถึงต้องมาหัวเราะผมด้วย แปลกหรอที่เด็กอายุ 15 ปีอย่างผมจะคิดถึงมาม๊า ฮือๆ คิดถึงกับข้าวฝีมือมาม๊า T^T ผมอยากกลับบ้านมันเสียตอนนี้เลย แต่คิดไปก็แค่นั้น ผมมันแค่เด็กต่างจังหวัด จะไปคุ้นเคยกับเมืองหลวงแบบนี้ได้ไงกันล่ะ แต่ผมยังไม่อยากเจอหน้าอิโนะจังตอนนี้นี่นา ผมไม่รู้ว่าผมทำเกินไปหรือเปล่าน่ะสิ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
                “ฉันเข้าไปนะ”แกล้งนอนหลับดีกว่า ผมยังไม่อยากเจอหน้าเขา!
                “หืมมม งั้นฉันเข้าไปแล้วนะ”ฉันล็อคประตูไว้แล้วล่ะ ไม่ลุกไปเปิดให้หรอกนะ เพราะฉันแกล้งหลับอยู่ไง
แกร๊ก!
                ทันทีที่ได้ยินเสียงเหมือนประตูถูกไขเข้ามา ผมก็ดึงผ้ามาคลุมหน้าอย่างอัตโนมัติ ผมว่าผมล็อคไว้แล้วจริงๆนะ!!
                “ฉันมีกุญแจอีกดอกน่ะถ้าจะแกล้งหลับล่ะก็ไม่ทันหรอกนะ”ผมรับรู้ถึงแรงยวบที่ปลายเตียง และมันกำลังยวบยาบขึ้นมาใกล้ผมเรื่อยๆ
                “ไดจังโกรธผมหรอ!? ขอโทษนะ ผมไม่ได้หัวเราะเรื่องมาม๊านายนะ”
                “ถ้างั้นนายหัวเราะอะไรล่ะ!!! อย่ามาแก้ตัว ฉันเกลียดคนที่ไม่รับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง”ผมที่จู่ๆทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่ง ก็ประจันหน้ากับอิโนะจังเข้าพอดี -///-
                “ถ้าผมบอกว่าหัวเราะหน้าไดจังไอ้แก้มป่องๆแบบนี้น่ะ ไดจังก็จะโกรธผมอยู่ดีใช่ไหมล่ะ”อิโนะจังขยับหน้าเข้ามาใกล้ มันใกล้เกินไปแล้วนะ!!
                “ไม่ต้องมาใกล้เลย”ผมกระถดถอยหน้าออกมาเล็กน้อย ให้พอหายใจหายคอได้ -///-
                “ไปเถอะ!!”อิโนะจังจับมือผมทำท่าทางเหมือนจะฉุดผมให้ลุกขึ้นจากที่นอน
                “จะไปไหน ฉันไม่ไป!!”ผมสะบัดมือที่ถูกเกาะกุมไว้
                “นายคงไม่ได้กำลังยั่วฉันอยู่ใช่ไหม -..-” ผมมองมาที่ผมในตอนนี้ เสื้อผ้าคอย้วยๆที่ชอบใส่นอนเป็นประจำ มันย้อยจนจะเห็นหัวนมอยู่แล้วอ่ะ ฮืออออ ผมในตอนนี้ได้แต่ก้มหน้างุดๆไม่กล้ามองหน้าเขาหนักกว่าเก่าอีก “นายคงไม่จริงจังใช่ไหม ฮาฮ่า ฉันไม่มีอารมณ์หรอกนะไดจัง J แล้วอีกอย่างที่ที่ฉันชวนนายไปน่ะมันก็บ้านนายไงล่ะไดจัง”
                “บ้านหรอ?? นายจะพาฉันไปบ้านหรอ”ผมตรงเข้าไปเขย่ามืออิโนะจังเพื่อจะเค้นคำตอบอีกครั้ง
                “ใช่ แต่มีข้อแม้นะ นายห้ามเอ่ยคำว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่บ้านฉัน หรืออะไรทำนองนั้น ที่หมายความว่านายไม่ต้องการอยู่กับฉัน เดี๋ยวแม่นายจะไม่สบายใจน่ะ ให้บอกว่าลืมของไว้แล้วกลับไปเอา เข้าใจนะไดจัง”
                “อืม สัญญา”ผมยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าอิโนะจังเพื่อทำสัญญา
                “นายเป็นเด็กหรือไงไดจัง ฮาฮ่า” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่ก็ยื่นนิ้วก้อยเรียวๆมาเกี่ยวเข้ากับนิ้วป้อมๆของผม -.-
                “ก็ผมอายุ 15 ขวบนิ ><
                .
                .
                .
                ผมจัดการอาบน้ำ แต่งตัวอย่างเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะผมจะได้กลับบ้านนี้น้าาาาาาา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องรออิโนะจังที่ต้องแก้โมเดลให้เสร็จและแวะไปส่งงานที่มหาวิทยาลัยอีกกว่าจะไปถึงบ้านผมก็คงค่ำๆ ก็เลยหาข้ออ้างนอนที่บ้านสะเลย >< ไม่งั้นแม่ผมได้หาทางไล่กลับแน่ๆ
                ผมลงไปนั่งดูอิโนะจังแก้โมเดล หน้าตอนเขาจริงจังนี่มีเสน่ห์ดีนะ แต่ถึงอย่างนั้นหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้นก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กันหรอกนะ >< เอ๊ะ!! นี้ผมกำลังคิดอะไรอยู่อ่ะ -///-
                “มองอะไรหรอไดจัง??” อิโนะจัง หันมามองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
                “โม..โมเดลนายไง สวยดี เมื่อคืนตอนที่ยังไม่เสร็จก็คิดอยู่แล้วว่ามันสวย แต่นี้มันสวยกว่าที่คิดอีกนะ แหะๆ”
                “ขอบคุณนะ แต่ถ้านายบอกว่ามองฉัน คงจะดีใจกว่านี้แน่ๆ J
                “แล้แล้วทำไมฉันต้องมองนายด้วยล่ะ อิโนะบ้า ไปรอหน้าบ้านแล้ว เร็วๆด้วย”
-inoo’s part-
                ฮาฮ่า น่ารักใช่ไหมล่ะ เวลาไดจังเขิน เวลาเขาทำแก้มป่อง ตาโต แบบนั้นน่ะ เขาอาจจะคิดว่ามันเป็นการข่มขวัญผมล่ะมั้ง แต่นั้นน่ะยิ่งทำให้ผมยิ่งอยากแกล้งมากขึ้นๆ ก็ผมอยากเป็นปฏิกิริยาของเขานี่นา
                “โอเค เดี๋ยวตามไป”
                “ชิ!!
                ผมรีบหยิบโมเดลเดินตามไดจังไป ขยะพวกนี้เอาไว้ค่อยมาเก็บล่ะกัน ผมไม่อยากให้ระเบิดลงบ่อยๆหรอกนะ ถึงจะชอบปฏิกิริยาพวกนั้นก็เถอะ :p
                “นายหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงฉันให้หน่อยสิไดจัง” สองมือผมที่ยังล่ะออกจากโมเดลขนาดใหญ่นี้ไม่ได้ที่ให้วางก็ไม่มี จะฝากไดจังเอาจริงๆผมก็ไม่ไว้ใจอ่ะ บางทีก็คุ้มดีคุ้มร้าย จะดีก็ดีใจหายจะร้ายก็ร้ายจนไม่น่าไว้ใจ -.-
                “ไม่เอาด้วยหรอก นายก็หยิบเองสิ -//-” ไดจังเมินหน้าหนีผม
                “นายก็ดูสิ มือฉันว่างสะที่ไหน ไดจังเร็วๆ ไม่อยากกลับบ้านหรือไง” พอคนตัวเล็กได้ยินคำว่าบ้านก็หันขวับมาหาผม
                “อย่าเอามาล่อกันแบบนี้นะ อิโนะจังเจ้าแผนการ ผมไม่ไว้ใจหรอก”
                “ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆก็มือไม่ว่าง ไดจังรีบๆเหอะ แขนเคย์ไม่ไหวแล้วนะ โมเดลนี้ก็หนักอ่ะ”ผมเรียกแทนตัวด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ หวังว่าให้คนขี้โวยวายจะยอมเข้าใจสักที
                “ก็ได้ๆ -//- ” คนขี้โวยวายรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านข้างของผมเพื่อควานหากุญแจแต่ก็ไม่เจอ ก็แน่ล่ะสิ ผมเอาไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังต่างหาก อ้อออ อย่างนี้นี่เองนะไดจัง
                “นี่นายจะล้วงอีกนานไหมไดจัง ถ้านายเจอคงไม่ใช่กุญแจรถหรอกนะ J 555 มันอยู่กระเป๋าหลังอ่ะ” ไดจังหน้าขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัดแก้มกลมๆน่ะเป็นสีแดงระเรื่อเหมือนคนเพิ่งขึ้นจากออนเซนมามาดๆเลยล่ะ
                “แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกเล่า!!
                “ก็นึกว่ารู้สะอีก หรือว่าเพราะรู้แต่ว่าหืมมม J ไดจังรีบหยิบกุญแจในกระเป๋าหลังแล้วเปิดประตูหลังอ้าไว้แล้วก็ชี้นิ้วอย่างคนชอบสั่ง
                “รีบเอามันไปเก็บบนรถเลย ฉันจะได้ตีนายโดยที่ไอ้โมเดลบ้าๆนี้ไม่พัง” ถึงจะเป็นคำขู่หรือคำจริง ผมก็ยอมเอาไอ้โมเดลนี้ไปเก็บแต่โดยดีก็แขนมันล้าหมดแล้วนี้ แถมเหนื่อยกับการกวนประสาทไดจังไปตั้งเยอะแหน่ะ -..-
                “นี่แหน่ะๆๆ อิโนะจังเจ้าเล่ห์ ผมจะไม่หลงกลเป็นครั้งที่สองแน่ๆ” ไหนบอกจะตีไง นี้มันเตะชัดๆ คนตัวเล็กกว่าใช้ท่อนขาเล็กๆนั้นเตะมาที่ก้นผมอย่างแรงมั้ง ฮาฮ่า
                “ฉันแกล้งอะไรนายกัน นายคิดเองทั้งนั้นแหละ”
                “วุ้ย!! คนอย่างอิโนะจังมันน่าโมโห!!!!”คนขี้โวยวายสะบัดตูดหนีขึ้นรถไปแล้ว
                “งอนอีกล่ะ ผมง้อคนไม่เก่งสะด้วยสิ -3-
                “ไม่ต้องง้อ ไม่ได้งอน ไม่ต้องมายิ้ม!! ฉันโกรธอยู่ รีบๆไปขับรถเลย ห้ามชวนฉันคุยด้วย ถึงชวนก็จะไม่คุย!! หึ”
                .
                .
                .
                หืมมม กลายเป็นคนที่บอกห้ามชวนคุยน่ะ กลับเป็นฝ่ายจ้อตลอดทางเสียเอง เริ่มแรกก็ทำเป็นบ่น สักพักก็พูดถึงแต่เรื่องบ้านตัวเอง แนะนำที่เที่ยวอะไรเถือกๆนั้น ผมก็ได้แต่ยิ้มๆพยักหน้ารับไปเพื่อให้คนช่างจ้อสบายใจ
                “นี่นายตั้งใจฟังที่ฉันพูดหรือเปล่าเนี่ย เฮ้อออ อิโนะจังนี้ไม่ไหวเลยนะ เวลาคนพูดอ่ะ” เข้าเรื่องบ่นเรื่องที่ 4 ของทริปนี้ล่ะฮะ
                “บ้านนายนี่อีกไกลไหมอ่ะ”
                “คิดจะเปลี่ยนเรื่องหรือไง อิโนะจ้างงงงง”
                “ค้าบบบ ขอโทษๆ แต่บ้านนายใกล้ถึงยังอ่ะ เคย์เหมื่อยไปหมดแล้วนะ” ผมลองทำเสียงอ่อนๆอีกรอบ ก็มันเคยใช้ได้ผลมาแล้วนี่นา
                “เออๆ -//- ใกล้แล้ว เลยไปอีกสองซอยก็ถึงแล้ว”
                “อ้อๆ งั้นหรอ”ผมรับคำไปส่งๆ ผมรู้สึกขอบคุณสมองอันชาญฉลาดของผมที่ทำให้ไดจังหยุดบ่นผมรอบที่ 4 ได้สำเร็จ ไม่งั้นหูผมต้องอื้อไปข้างนึงแน่ๆ
                “บ้านนายใช่หลังนั้นไหม” ผมชี้มือไปที่บ้านหลังโตที่อยู่ห่างกับบ้านหลังอื่นๆพอสมควร
                “ใช่ๆ แถวนั้นแหละ แต่อันนี้บ้านน้านะ บ้านผมอยู่ข้างหลัง นั้นน่ะๆ นายเห็นไหม” เอ๊ะ! ไดจังไม่ได้ชี้ผิดใช่ไหม บ้านหลังเล็กนั้นน่ะนะ
                “นั้นบ้านไดจังหรอ”
                “อื้อ อยู่กับมาม๊า 2 คน ป๊าไปทำงานไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก แต่ตอนนี้ก็เหลือแค่มาม๊าคนเดียวนั้นแหละ แปลกใจหรอ? คนอย่างแม่ฉันที่ดูธรรมดาๆกับแม่นายที่ออกจะรวยขนาดนั้นได้น่ะ”
                “เปล่าหรอก แค่ถามเฉยๆ”ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
                “นายจะคิดก็ไม่แปลกหรอก ฉันยังเคยคิดเลย”เสียงไดจังที่ดูเศร้าๆอยู่แล้วกลับรู้สึกหม่นหมองเข้าไปอีก
                “ขอโทษที่ถามอะไรแบบนี้นะ”ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าบ้านของไดจัง  
                “อย่าเพิ่งลงนะ ขอเวลานิดนึง” ผมเห็นคนข้างๆที่กำลังทำหน้าเศร้าเจียนตายเมื่อกี้ พยายามปรับสีหน้าให้ร่าเริงที่สุด ทั้งพยายามยิ้ม จนแก้ม2ลูกนั้นน่ะมันแทบจะปริอยู่แล้ว แถมยังหันมาคะยั้นคะยอผมให้เล่าเรื่องตลกที่สุดในชีวิตให้ฟัง ผมก็พยายามบิ้วอารมณ์ช่วยสุดฤทธิ์ ก็ผมรู้นี่ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
                “อือ! ผมพร้อมแล้ว J


                 
 -ปัจจุบัน-
-inoo’s part-
                “กลับบ้านดีๆนะ”
                “จะไม่ไปส่งจริงๆหรอ”
                “จะไปๆมาๆทำไมเล่า นายก็ไปกับฮิคารุอยู่แล้วนิ”
                “งั้นฮิคารุ นายกลับเองนะ!
                “บ้า!!/บ้าหรอ!!”คนขี้โวยวายกับคนขี้จุกจิกแทบประสานเสียงกัน
                “ล้อเล่นนิดเดียวเอง พวกนายเป็นพวกเส้นตื้นหรือไง 5555” คนขี้โวยวายทำหน้าเหวี่ยงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งท่ากอดอกนี้อีก มันทำให้ตัวกลมๆ มันยิ่งกลมเข้าไปอีก อยากฟัด! -,.-
                “ไปได้แล้ว ไปๆ”คนที่ยืนกอดอกเมื่อครู่ออกแรงดันหน้าอกผมให้ถอยห่างจากประตู ก่อนจะเหวี่ยงประตูปิด
                “จะต้องหาเรื่องก่อนกลับให้ได้เลยใช่ไหม นายน่ะ”ฮิคารุยิ้มอย่างคนรู้ทัน
                “เพราะมันจะทำให้ไดจังมีเรื่องให้คิดถึงฉันไงล่ะเด็กน้อย”ผมใช้นิ้วดันหัวคนที่ทำท่ารู้ทันเมื่อครู่ ก่อนจะเดินนำหน้าไป
                “ใครเด็กน้อยกันว่ะ!!”ติดนิสัยคนขี้โวยวายมาหรือไง ผมทำท่าแคะขี้หู เพื่อบอกเป็นนัยว่า หนวกหูน่ะฮิคารุ!!!