“ทาไดมะมาม๊า
ไดกิเองครับ” ผมได้ยินเสียงตึงตังภายในบ้าน
คาดว่าเกิดจากความรีบร้อนที่จะวิ่งมาเปิดประตูให้ลูกชายตัวน้อยคนนี้นั้นแหละครับ
“ไดจังงง
ลูกมาได้ไง แล้วนี่…”
“สวัสดีครับคุณแม่
ผมอิโนโอะ เคย์” ผมส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“อ้อ เชิญเข้าไปในบ้านก่อนสิจ๊ะ
ไปนั่งคุยกันดีกว่านะ” แม่ไดจังทำท่าผายมือให้เข้าบ้าน ส่วนคนขี้โวยวายเมื่อครู่
กลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ไดจังเดินเข้าไปเกาะเอวแม่แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
“แล้วนี้มามีอะไรกันหรือเปล่าหนุ่มๆ”ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะทานอาหารตัวเล็กนี้คุณแม่ก็ยิงคำถามที่เราเตรียมมาแล้วอย่างดิบดี
“พอดีไดกิลืมของครับมาม๊า”
“นั้นไงม๊าบอกแล้ว
ว่าให้ดูของไปให้เรียบร้อย เรานี้นะ แต่ไหนๆก็มาแล้วก็นอนสักคืนสองคืนก็ได้ อิโนโอะคุงว่างไหมลูก”
“ว่างสิครับ
ผมกะว่าจะมาพักผ่อนสักหน่อย อุตส่าห์ปิดโปรเจคได้แล้วทั้งที ฮาฮ่า”
“นั้นสินะ
อิโนโอะคุงเรียนปี 1 แล้วสินะ ช่วยดูน้องหน่อยนะลูก นี้จะขึ้นมอปลายแล้วยังไม่โตเลยดูสิ”
แม่เอามือขยี้ผมคนขี้อ้อนที่ยังกอดเอวแม่ตัวเองไว้แน่น
“ครับผม
ไดจังเป็นเด็กดี เลี้ยงง่ายออกครับแม่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
“ได้ยินอย่างนี้แม่ก็โล่งใจ
อ่า! มาเหนื่อยๆไปอาบน้ำกันไหมลูกเดี๋ยวแม่ไปเตรียมน้ำให้นะ
ไดจังพาพี่เขาเอาของไปเก็บที่ห้องสิ เลิกอ้อนได้แล้วลูกหมู”
“ม๊าขุนไดกิเองนะ
-3-”คนที่ถูกเรียกว่าลูกหมูดันจมูกตัวเองให้เชิดขึ้น
แถมยังพูดจ้ายียวนกวนผู้เป็นแม่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ไปๆ ไม่เล่นแล้วเจ้าตัวแสบ
ไปส่งพี่เขาเก็บของได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะได้ไปเตรียมน้ำให้อาบ”
“คร้าบบบบโผมมม”ลูกหมูขานรับด้วยน้ำเสียงยานคาง
ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินนำผมไปเพื่อพาไปเก็บกระเป๋าตามคำสั่งของผู้เป็นแม่
“ตามมาๆ บ้านฉันมีแค่สองห้อง…”
“ไดจัง เรียกแทนตัวกับพี่เขาอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ
เดี๋ยวเถอะๆ”เสียงผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“อ๊ะ! ครับๆ”ไดจังขานรับ
และหันกลับมาอธิบาย “อืม ถึงไหนนะ อ้อ! บ้านผมมีสองห้องคือห้องนอนของผมกับป๊าม๊า
อิโนะจังนอนห้องผมล่ะกัน เดี๋ยวผมจะนอนกับมาม๊า ”
“ไดจังนอนกับฉันก็ได้นิ
เกรงใจแม่นะ”
“ไม่เอาหรอก
อิโนะจังกลัวผีหรอ บ้านไดจังไม่มีผีหรอกนะ”คนตัวเล็กกว่าทำหน้าล้อเลียน
“ไม่ได้กลัวผีสักหน่อย”ผมได้แต่บ่นอุบอิบเบาๆ
ไม่ได้หวังให้คนตรงหน้ามาสนใจกับคำรำพึงรำพันอะไรของผมหรอก
ไดจังเอื้อมมืออ้อมไปทางข้างหลังผม
พร้อมกับเดินเบียดตัวไปเปิดไฟภายในห้อง เป็นห้องที่เปล่าๆที่มีเพียงตู้เสื้อผ้าและโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กวางไว้ที่มุมห้อง
“ห้องเล็กกว่าบ้านอิโนะจังมากๆ
เลยใช่ไหมล่ะ ถ้าไดจังมานอนยัดด้วยมีหวังต้องอึดอัดแย่
ก็เขาเป็นหมูนี่นา”คนตัวเล็กดันจมูกเชิดใส่ ก่อนจะเดินอาดๆไปที่ตู้เสื้อผ้า และหยิบฟูกผืนสีชมพูเหมือนเด็กผู้หญิงมาปูกับพื้น
พร้อมตบฟูกแปะๆ “ฟูกสีชมพูไม่เหมาะกับไดจังเลยใช่ไหมล่ะ ความจริงมาม๊าอยากได้ลูกผู้หญิงล่ะ
แต่มาม๊าก็บอกนะว่าถึงยังไงก็รักไดจังอยู่ดี”
“ไม่เห็นไม่เหมาะเลย
โคตรเข้ากับไดจังเลยนะ”
“จะว่าผมไม่แมนหรอ
ไอ้สีชมพูหวานแหววแบบนี่เนี่ยนะ”คนตัวเล็กยู่ปากแบบขัดใจ ตอบยังไงก็ผิดสินะ เฮ้อออ
“มีผู้ชายตั้งเยอะแยะที่ชอบสีชมพูแล้วก็เข้ากับสีชมพู
เอ่อ แบบยามะจังไง ยามะจังที่ร้านอาหารน่ะ ไดจังจำได้ใช่ไหม”
“อ่า นั้นสินะ
ถ้าอย่างยามะจังยังไงก็เหมาะแน่ๆ”คนตัวเล็กยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจในคำตอบ”อ๊ะ!
อิโนะจังก็เตรียมของไปอาบน้ำเถอะ ม๊าคงเตรียมน้ำเสร็จแล้วล่ะ
เดี๋ยวผมก็เอาของตัวเองไปเก็บก่อนล่ะกัน”
“นอนด้วยกันเถอะ…นะ”มือของผมดันไปรั้งแขนของคนตัวเล็กเสียได้
“เป็นอะไรหรือเปล่าอิโนะจัง
ก็บอกแล้วไงว่ามัน…”
“มันแปลกที่น่ะ…นอนด้วยกันเถอะนะ”คนตัวเล็กหันกลับมามองหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจัง
“แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”ไดจังหันหลังเดินออกจากห้องและวิ่งลงบันได
ก่อนจะกลับมาอีกครั้งด้วยฟูกสีขาวสะอาด “อันนี้ให้อิโนะจังนอนล่ะกัน
แล้วก็นะม๊าเรียกให้ไปอาน้ำแหน่ะ เดี๋ยวผมปูที่นอนเสร็จจะตามลงไปนะ”
“อือ”ผมตอบรับอย่างสบายใจมากขึ้น
เชื่อไหมว่าหนุ่มมหาลัยอย่างผมเนี่ย
ไม่เคยแม้แต่จะไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหนเลย เพราะไม่ชอบการนอนแปลกถิ่น
แถมไอ้นิสัยแบบนี้ล่ะมั้ง ผมถึงไม่ค่อยจะมีเพื่อนเลยน่ะสิ
ถึงจะแอบมีไปนอนกับสาวๆบ้าง แต่ผมก็ไปส่งพวกเธอหลังเสร็จกิจทุกครั้ง
คงไม่มีใครอยากเห็นชายหนุ่มที่กำลังหลงเสน่ห์อยู่นอนละเมอร้องไห้แบบเด็กๆหรอกใช่ไหมล่ะ
ถึงแค่ 1 คืนก็อยากให้เป็นความประทับใจดีๆต่อพวกหล่อนล่ะนะ
ผมเดินลงบันไดไป
และพบกับคุณแม่ไดกินั่งจิบชาอย่างใจเย็นอยู่ที่โต๊ะกับข้าว พร้อมทั้งยิ้มทักทายก่อนที่จะผายมือแนะนำทางไปห้องอาบน้ำให้กับแขกอย่างผมในวันนี้
ผมรีบก้มโค้งขอบคุณก่อนจะเดินไปตามทางที่เธอแนะนำ
.
.
.
“อิโนโอะคุงลูก
ม๊าขึ้นไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวม๊าตามไดจังให้ลงมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วกันนะจ๊ะ”
“ครับผม
ขอบคุณมากครับ”
-Arioka’s part-
“ลูกหมู
เตรียมที่นอนเสร็จแล้วก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนอิโนโอะคุงได้แล้ว”
“ครับๆ มาม๊า”
ผมก้าวเดินลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า ก็มันง่วงแล้วนี่นา นั่งรถมาทั้งวัน
ปวดเหมื่อยไปหมดเลยแหะ
เมื่อผมลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน
ก็จัดการนอนเอาหน้าแนบไปกับพื้นโต๊ะกับข้าวที่ไม่แน่ใจว่าสะอาดแล้วหรือเปล่า
แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวก็อาบน้ำแล้วนี่นา
ไม่รู้ว่าผมหลับไปนานแค่ไหน
จนสัมผัสได้ถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่หยดลงมาเต็มใบหน้า
“ตื่นแล้วหรอ
ฉันอาบน้ำนานมากเลยสินะ ขอโทษทีนะ”
“อะ…อิโนะจัง
ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก ฉันแค่เพลียๆนิดหน่อยน่ะ รู้สึกขี้เกียจอาบน้ำจัง”
“ไม่อาบ
ไม่ให้นอนด้วยหรอกนะ”
“ไปนอนกับม๊าก็ได้”ทั้งที่ง่วงขนาดนี้
แต่ขอแกล้งคนขี้กลัวนิดนึงจะเป็นไรไป ใครต้องง้อใครกันแน่อิโนะจัง หึหึ
“เดี๋ยวช่วยอาบให้ก็ได้นะ
หลับไปเลย จะช่วยขัดถูให้ทุกส่วนเลยดีไหม”จู่ๆอิโนะจังก็ทำหน้าเจ้าเล่ห์ แถมยังยื่นหน้ายียวนนั้นมาใกล้ๆ
จนผมชักจะอายไอ้เสียงลมหายใจที่ติดขัดแบบนี้น่ะสิ หวังว่าจะไม่สนใจมันหรอกนะ
“บ้าหรอ!
พูดไปงั้นแหละ ไดจังรักสะอาดจะตาย อาบเองได้สบายมาก”
“หึหึ ก็ดี
เดี๋ยวรออยู่นี้ล่ะกัน”
“แล้วแต่
ถ้าไม่กลัวเป็นปอดบวมตายล่ะก็นะ”ผมมองดูคนที่นั่งไขว้ห้างเอาผ้าเช็ดเรือนผมอย่างไม่พิถีพิถัน
กับผ้าขนหนูที่ห่มร่างกายช่วงล่างไว้อย่างดี แม้จะพูดจาประชดประชันไปขนาดนั้น
แต่เขากลับไปยี่หระกับคำพูดของผมแม้แต่น้อย อยากจะรอก็รอไปล่ะกัน
ผมเดินหันหลังเพื่อเดินไปอาบน้ำก่อนที่น้ำหายอุ่นเอาเสียก่อน
“กลัวอดใจไม่ไหวล่ะสิ
คิกคิก”
“ได้ยินนะ!!”
“งั้นก็ได้ยินไว้ด้วยนะ
ถ้าไม่รีบอาบ…ผมจะไปช่วยถูหลัง”
“บ้า!!”
.
.
.
ไอ้เสียงโวยวายเมื่อครู่เงียบลงไปพักใหญ่ๆ
จากที่อาบน้ำอย่างเนิบนาบเพื่อต้องการจะกวนประสาทคนข้างนอก ก็ต้องรีบลุกออกจากอ่างน้ำและจัดการปล่อยน้ำให้ไหลออกจากอ่าง
ก่อนจะหยิบผ้าคลุมอาบน้ำสีชมพูมาห่มตัว แล้วก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหัวอย่างลวกๆ และรีบออกจากห้องน้ำมาดูสภาพคนข้างนอกสักหน่อย
หนาวตายไปหรือยังล่ะอวดเก่งดีนัก!!
เมื่อก้าวเท้ามาถึงห้องครัวก็พบร่างบางสั่นงกๆเอาหน้าแนบไปกับโต๊ะกับข้าวตัวเดิม
ใบหน้าดูซีดเซียว ตาหลับพริ้ม แต่คิ้วคู่นั้นกลับขมวดยุ่งเข้าหากัน
คนที่เพิ่งมาใหม่เดินไปประชิดตัวเพื่อไปอังหน้าผาก
หลังมือสัมผัสได้ถึงไอร้อนๆที่แผ่ออกมา
ร่างคนตรงหน้าเผยอปากออกเล็กน้อยเหมือนพยายามบอกอะไรบางอย่าง คนตัวเล็กก้มตัวลงเพื่อต้องการที่จะรับฟังในสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการจะบอก
“ได…”
“ผมหรอ”
“ไดเป่าผม”
“ห๊ะ!!??”สิ้นเสียงอุทานไม่เท่าไร
คนที่ทำท่าทางอ่อนเปลี้ย ไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ก็ใช้มือโน้มคอคนตัวเล็กลงมาประกบปาก
คนตัวเล็กได้แต่ทำตาโตงงงวยกับเหตุการณ์ตรงหน้า “ทำทำไม??”
“ไม่รู้…” คนที่แสร้งอ่อนแรงเมื่อครู่ก้มหน้างุดๆ
ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนตรงหน้า ทั้งไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง
และไม่เข้าใจปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มตรงหน้า…ไดกิจูบตอบเขา ไม่รู้ว่าเพียงเพราะเผลอตัวหรืออะไรกันแน่…
“เฮ้อออ”คนตัวเล็กถอยหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่เข้าใจความหมาย
ก่อนจะลุกขึ้นและเดินขึ้นบันไดเงียบๆ
-Inoo’s part-
เอาแล้วไง
วุ่นวายอีกแล้วไง ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดอีกแล้วนะเรา โดนเกลียดเข้าเต็มๆแล้วสินะ ผมนั่งอยู่ข้างล่างนี่สักพักเพื่อหวังให้ไดกิหลับไปก่อน
หรืออาจจะหนีไปนอนห้องของคุณแม่แล้วก็ได้
เมื่อเสียงข้างบนเงียบไปพักใหญ่ๆผมก็เดินขึ้นไปบนห้อง
ปรากฏว่าพบกับร่างเล็กนั่งสัพหงกอยู่มุมห้อง
ผมจัดการอุ้มร่างเล็กลงมานอนกับฟูกสีชมพูของเจ้าของ และห่มผ้าให้เรียบร้อย
คนตัวเล็กเหมือนจะลืมตาขึ้นมามองเล็กน้อย
“เพราะว่านายนอนคนเดียวไม่ได้หรอกนะ”
ร่างเล็กหันหน้าไปอีกทางก่อนที่เสียงทุกอย่างจะเงียบลง
เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำของคนที่ยังนอนไม่หลับเท่านั้น…
ผมปิดไฟและล้มตัวนอนลงบนฟูกขาวที่ไดกิจัดไว้ที่มุมห้องอีกฝั่งซึ่งห่างจากฟูกของเจ้าตัวไม่มากนัก
สายตายังคงมองแผ่นหลังของคนตัวเล็ก ไม่มีความคิดอะไรในหัว แค่อยากจะมองแค่นั้นเอง
.
.
.
…เช้าวันรุ่งขึ้น…
ผมลืมตามาก็ไม่พบอะไรเลย
แผ่นหลังเมื่อคืนหรือกระทั่งฟูกสีชมพูก็คงถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยภายในตู้ตัวเดิมของมันนั้นแหละ
ผมลุกขึ้นเพื่อจัดการกับฟูกของผมบ้าง ก่อนจะพับฟูกเสร็จ เสียงประตูก็เปิดออก
เป็นคนที่เกลียดผมเข้าไปแล้วนั้นแหละ
“ม๊าให้มาตามไปกินข้าว
ลงไปเลย เดี๋ยวที่เหลือจัดการให้” คนที่ยังมีท่าที่โกรธเคืองผมอยู่เดินเข้ามาแย่งฟูกออกไปจากมือผม
แล้วเอาไปพับแล้วยัดเข้าตู้ที่เก็บฟูกสีชมพูของเขา
“อืม”ผมเดินนำคนตัวเล็กลงมาก่อน
พอมาถึงเสียงคุณแม่ก็ทักขึ้นมาอย่างแจ่มใสถามไถ่สัพเพเหระทั่วไป
ก่อนจะทิ้งท้ายว่ามีธุระต้องไปข้างนอกบ้าน บ่ายๆกว่าจะกลับ
อีกทั้งยังกำชับว่าอย่าเพิ่งรีบกลับให้รอทานหม้อไฟตอนมื้อเย็นนี้ก่อน
ผมก็ได้แต่รับปากไปเพราะไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไรอยู่แล้ว พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ทั้งที
หลังจากคุณแม่ออกจากบ้านไปแล้ว
บ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ เสียงคนที่เคยเจื้อยแจ้วเสียงใส ไม่มีอีกแล้ว
ก็ในเมื่อโดนเกลียดไปแล้วคงทำอะไรไม่ได้แล้วสินะ เฮ้อ!
ไดกิก้มหน้าอ่านหนังสือการ์ตูน
เสียบหูฟังตัดเข้าสู่โลกส่วนตัว หรือก็คือตัดผมออกจากโลกของเขานั้นแหละ
ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยเดินหนีออกนอกบ้านไปเสียเลยดีกว่า
ข้างๆบ้านมีต้นไม้ที่ถูกดูแลอย่างดี ถูกปลูกเรียงรายอย่างสวยงาม
พุ่มดอกไม้ปลูกเป็นทางทอดยาวเว้นช่องว่างไว้สำหรับสัญจร
ผมเดินไปเรื่อยๆก็พบกับบ้านหลังโตที่ไดจังเคยแนะนำว่ามันคือบ้านของน้านั้นเอง
ผมเห็นว่าไม่ควรจะเดินต่อจึงหมุนตัวจะเดินกลับ แต่ก็มีเสียงเล็กๆได้ดึงให้ร่างผมหยุดเสียก่อน
“ใครน่ะ!!...ไดจังหรอ??”
“เอ่อ…ผมเป็นรุ่นพี่ไดจังครับ
ชื่ออิโนโอะ เคย์ พอดีไม่ทราบว่าเดินมาแล้วมันจะมาโผล่ที่บ้านของคุณต้องขอโทษด้วย”
เด็กผู้ชายตัวเล็กมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
“งั้นไดจังก็อยู่บ้านน่ะสิ!”เด็กชายที่รูปร่างเล็กกว่าไดจังเล็กน้อยรีบวิ่งนำผมไปที่บ้าน
และตะโกนเรียกเสียลั่นบ้าน แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับของคนข้างใน
คงเป็นหูฟังที่เปิดเพลงเสียดังลั่นนั้นแหละ
“เอ่อ
ไดจังคงเสียบหูฟังอยู่น่ะ คุณไม่เข้าไปในบ้านเลยล่ะ”สายตาคู่น้อยกระตุกวูบลงเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้มให้ผม และออกคำสั่งอยากเอาแต่ใจ
“ไปเรียกไดจังให้หน่อยสิ!”
“เอ่อ…ครับ”
ผมจำใจต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับโลกของไดจังอีกครั้ง ผมเดินไปสะกิดไหล่คนตัวเล็ก
เข้าหันหน้ามาเล็กน้อยและทำหน้ายุ่งใส่ ผมชี้ไปทางประตู ไดจังถอดหูฟังออกไปข้าง
“น้องไดจังให้มาเรียก”
คนที่หน้ายุ่งอยู่แล้วกลับทำคิ้วขมวดหนักกว่าเก่า แถมยังเบะปากอย่างเอาแต่ใจ
ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินอาดๆไปที่ประตู
“จิเน็น!!”
“ทำไมมาไม่บอกยูริเลยล่ะไดจัง”
คนตัวเล็กกว่าทำหน้างอนๆ
“ก็ไม่นึกว่าจะอยู่บ้าน”
น้ำเสียงของอีกคนดูจะกระตือรือร้นมากๆแต่อีกคนก็กลับเย็นชาอย่างสุดขั้ว
“กับยูยังไม่มีอะไรเลยนะ
ไดจังโกรธยูริหรอ”
เสียงอีกคนที่กระเหง้ากระงอดกลับทำให้อีกคนยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก
“ทำไมต้องพูดถึงมันอีก
ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ ทั้งมันแล้วก็นาย!”สีหน้าคนตัวเล็กกว่าดูเศร้าลงไปถนัดตา ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อไหลออกมาจากตาดวงสวย
“ยูริขอโทษ
เราเลิกกันแล้ว ตั้งแต่วันที่ไดจังไปที่นู้น ยูริไม่ชอบที่ไดจังต้องไปไกล
ไกลจากยูริเลย ไม่ชอบให้ยูยังถามหาไดจัง ไม่ชอบยูยังที่พูดถึงแต่ไดจังด้วย ไม่ชอบ
ไม่ชอบอะไรสักอย่าง แต่ยูริชอบไดจังนะ ไม่ได้เกลียดเลย ไดจังอย่าเกลียดยูริได้ไหม”
คนที่ร้องไห้ฟูมฟายทรุดลงนั่งกุมเข่าตัวเอง คนที่ทำท่าทางหยิ่งยโส แต่สายตาคู่นั้นกลับกระตุกวูบกับถ้อยคำเหล่านั้นไม่รู้สักกี่ครั้ง
ท่าทีของเขาเริ่มอ่อนลง
ก่อนจะนั่งลงเป็นเพื่อนคนตัวเล็กและยื่นมือไปแตะบ่าที่สั่นไหว และโน้มตัวลงกระซิบใกล้ๆแก้มใส
“ไม่ต้องมาเล่นละคร!”
คนท่าทีหยิ่งยโสได้กลับมาอีกครั้ง เขาหันหลังและรีบปิดประตูบ้าน
ปล่อยให้ผู้สังเกตเหตุการณ์ได้แต่งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ไม่ทำเกินไปหน่อยหรือไง
แค่เรื่องผู้ชายคนเดียวถึงขนาดตัดญาติกันเลย!?”ผมตั้งใจกระแทกเสียงคำว่า
‘ผู้ชาย’ ที่มันคับข้องอยู่ในใจผมออกไป ผู้ชายคนที่นายรักสินะ ยูยังงั้นหรอ!?
“ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า”ดวงตากลมโตคู่นั้นสั่นไหวอีกครั้ง
ไหล่น้อยๆห่อตัวและกระตุกไหวจนผมตกใจ ผมจึงรีบวิ่งไปประคองร่างเล็กไว้ “อึก อึ้ก
อึก ฉันสกปรก สกปรกไปทั้งตัว เกลียดๆ เกลียด”
คนตัวเล็กฟูมฟายออกมาอย่างไม่เข้าใจความหมาย
มือน้อยพยายามถูไถไปตามตัวจนเกิดรอยแดง หนักเข้าก็จะเอาเล็บข่วนไปตามร่างกายตัวเอง
ผมจึงต้องกอบกุมมือน้อยๆนั้นไว้ “สกปรก ฉันมันสกปรก ต้องทำความสะอาดๆ
ฉันจะไปอาบน้ำ นายถอยไป!!”คนตัวเล็กพยายามจะผละออกจากผม
ผมที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก แต่คิดว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขามากๆ
ผมประคองร่างเล็กให้เดินไปที่ห้องน้ำ
“ผมจะช่วยเอง”สายตามองผมอย่างไม่ไว้ใจนัก
“ไว้ใจผมเถอะ เหลือแค่ผมไม่ใช่หรือไง” ผมได้แต่โอบกอดร่างที่สั่นไหว
และพาเขาเข้าไปชำระล้างร่างกายที่สกปรก(?) ผมจัดการถอดเสื้อยืดลายการ์ตูนและกางเกงใส่เล่นเหลือเพียงกางเกงในตัวจิ๋ว
ผมเปิดน้ำใส่อ่างและอุ้มร่างบางวางลง และถอดผ้าชิ้นสุดท้ายที่ติดตัวคนตัวเล็กออก
ผมเดินลงไปบนขอบอ่างนั่งซ้อนอยู่ข้างหลังคนตัวเล็กและลูบไล้สบู่ไปทั่วกายคนตัวเล็ก
เขาสะอื้นออกมามากกว่าเดิม และก้มหน้างุดๆกอดเข่าตัวเองไว้
ก่อนที่จะหันหลังมาประชันหน้ากับผมและรั้งเอวผมไปกอดไว้แนบกับแก้มกลมๆ
“ฉันสกปรก
นายมายุ่งกับฉันก็ต้องสกปรกไปด้วย ถ้าจะถอยตอนนี้เลยก็ยังทันนะ ความรู้สึกฉัน
ฉันจะหยุดมันไว้เอง” ผมไม่ได้ตอบรับก็ไม่ได้ผลักไส
ยิ่งโอบกอดร่างเล็กไว้ให้แน่นกว่าเดิมเสียอีก
ร่างเล็กดึงผมลงมาแช่ในอ่างน้ำด้วยกัน
มือที่เริ่มอยู่ไม่สุขถอดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงลำลองของผมออก และพยายามลู่ปราการชิ้นสุดท้ายของผม
“เป็นความทรงจำใหม่ของผมนะ”คนตัวเล็กโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูของผม
แววตาของเขาทำให้ผมตกใจไม่น้อย สีหน้าที่มีแต่ความเคียดแค้น โกรธเคือง
ผมผละออกจากเขาและลุกขึ้นและหยิบผ้ามาพันกาย
ก่อนจะส่งอีกผืนให้คนที่ยังทำหน้างงอย่างไม่เข้าใจ ผมรีบเดินออกมาจากห้องน้ำ
พอดีกับที่คุณแม่ไดจังกลับมา ผมจึงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้อง
สักพักก็ได้ยินสียงคนตัวเล็กออกมาจากในห้องน้ำ หวังว่าคุณแม่จะไม่คิดสงสัยอะไรนะ…
_______________________________________________________________________________________________________
พยายามบังคับตัวเองให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ แม้จะมีคนอ่านหรือไม่มีก็ตาม(ดราม่าทำไม 555)
สำนวนไม่สวย พิมพ์ผิดก็เยอะ ขออภัยถ้าอ่านแล้วเกิดขัดอารมณ์ไปบ้างนะคะ
ก่อนเปิดเทอมก็จะพยายามลงให้ได้อีกสักตอนสองตอนล่ะกัน(สัญญากับตัวเอง -..-)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น