วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

4-Lair Love

                “ทาไดมะมาม๊า ไดกิเองครับ” ผมได้ยินเสียงตึงตังภายในบ้าน คาดว่าเกิดจากความรีบร้อนที่จะวิ่งมาเปิดประตูให้ลูกชายตัวน้อยคนนี้นั้นแหละครับ
                “ไดจังงง ลูกมาได้ไง แล้วนี่
                “สวัสดีครับคุณแม่ ผมอิโนโอะ เคย์” ผมส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
                “อ้อ เชิญเข้าไปในบ้านก่อนสิจ๊ะ ไปนั่งคุยกันดีกว่านะ” แม่ไดจังทำท่าผายมือให้เข้าบ้าน ส่วนคนขี้โวยวายเมื่อครู่ กลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ไดจังเดินเข้าไปเกาะเอวแม่แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
                “แล้วนี้มามีอะไรกันหรือเปล่าหนุ่มๆ”ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะทานอาหารตัวเล็กนี้คุณแม่ก็ยิงคำถามที่เราเตรียมมาแล้วอย่างดิบดี
                “พอดีไดกิลืมของครับมาม๊า”
                “นั้นไงม๊าบอกแล้ว ว่าให้ดูของไปให้เรียบร้อย เรานี้นะ แต่ไหนๆก็มาแล้วก็นอนสักคืนสองคืนก็ได้ อิโนโอะคุงว่างไหมลูก”
                “ว่างสิครับ ผมกะว่าจะมาพักผ่อนสักหน่อย อุตส่าห์ปิดโปรเจคได้แล้วทั้งที ฮาฮ่า”
                “นั้นสินะ อิโนโอะคุงเรียนปี 1 แล้วสินะ ช่วยดูน้องหน่อยนะลูก นี้จะขึ้นมอปลายแล้วยังไม่โตเลยดูสิ” แม่เอามือขยี้ผมคนขี้อ้อนที่ยังกอดเอวแม่ตัวเองไว้แน่น
                “ครับผม ไดจังเป็นเด็กดี เลี้ยงง่ายออกครับแม่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
                “ได้ยินอย่างนี้แม่ก็โล่งใจ อ่า! มาเหนื่อยๆไปอาบน้ำกันไหมลูกเดี๋ยวแม่ไปเตรียมน้ำให้นะ ไดจังพาพี่เขาเอาของไปเก็บที่ห้องสิ เลิกอ้อนได้แล้วลูกหมู”
                “ม๊าขุนไดกิเองนะ -3-”คนที่ถูกเรียกว่าลูกหมูดันจมูกตัวเองให้เชิดขึ้น แถมยังพูดจ้ายียวนกวนผู้เป็นแม่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
                “ไปๆ ไม่เล่นแล้วเจ้าตัวแสบ ไปส่งพี่เขาเก็บของได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะได้ไปเตรียมน้ำให้อาบ”
                “คร้าบบบบโผมมม”ลูกหมูขานรับด้วยน้ำเสียงยานคาง ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินนำผมไปเพื่อพาไปเก็บกระเป๋าตามคำสั่งของผู้เป็นแม่
                “ตามมาๆ บ้านฉันมีแค่สองห้อง
                “ไดจัง เรียกแทนตัวกับพี่เขาอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ เดี๋ยวเถอะๆ”เสียงผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
                “อ๊ะ! ครับๆ”ไดจังขานรับ และหันกลับมาอธิบาย “อืม ถึงไหนนะ อ้อ! บ้านผมมีสองห้องคือห้องนอนของผมกับป๊าม๊า อิโนะจังนอนห้องผมล่ะกัน เดี๋ยวผมจะนอนกับมาม๊า ”
                “ไดจังนอนกับฉันก็ได้นิ เกรงใจแม่นะ”
                “ไม่เอาหรอก อิโนะจังกลัวผีหรอ บ้านไดจังไม่มีผีหรอกนะ”คนตัวเล็กกว่าทำหน้าล้อเลียน
                “ไม่ได้กลัวผีสักหน่อย”ผมได้แต่บ่นอุบอิบเบาๆ ไม่ได้หวังให้คนตรงหน้ามาสนใจกับคำรำพึงรำพันอะไรของผมหรอก
                ไดจังเอื้อมมืออ้อมไปทางข้างหลังผม พร้อมกับเดินเบียดตัวไปเปิดไฟภายในห้อง เป็นห้องที่เปล่าๆที่มีเพียงตู้เสื้อผ้าและโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กวางไว้ที่มุมห้อง
                “ห้องเล็กกว่าบ้านอิโนะจังมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ ถ้าไดจังมานอนยัดด้วยมีหวังต้องอึดอัดแย่ ก็เขาเป็นหมูนี่นา”คนตัวเล็กดันจมูกเชิดใส่ ก่อนจะเดินอาดๆไปที่ตู้เสื้อผ้า และหยิบฟูกผืนสีชมพูเหมือนเด็กผู้หญิงมาปูกับพื้น พร้อมตบฟูกแปะๆ “ฟูกสีชมพูไม่เหมาะกับไดจังเลยใช่ไหมล่ะ ความจริงมาม๊าอยากได้ลูกผู้หญิงล่ะ แต่มาม๊าก็บอกนะว่าถึงยังไงก็รักไดจังอยู่ดี”
                “ไม่เห็นไม่เหมาะเลย โคตรเข้ากับไดจังเลยนะ”
                “จะว่าผมไม่แมนหรอ ไอ้สีชมพูหวานแหววแบบนี่เนี่ยนะ”คนตัวเล็กยู่ปากแบบขัดใจ ตอบยังไงก็ผิดสินะ เฮ้อออ
                “มีผู้ชายตั้งเยอะแยะที่ชอบสีชมพูแล้วก็เข้ากับสีชมพู เอ่อ แบบยามะจังไง ยามะจังที่ร้านอาหารน่ะ ไดจังจำได้ใช่ไหม”
                “อ่า นั้นสินะ ถ้าอย่างยามะจังยังไงก็เหมาะแน่ๆ”คนตัวเล็กยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจในคำตอบ”อ๊ะ! อิโนะจังก็เตรียมของไปอาบน้ำเถอะ ม๊าคงเตรียมน้ำเสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวผมก็เอาของตัวเองไปเก็บก่อนล่ะกัน”
                “นอนด้วยกันเถอะนะ”มือของผมดันไปรั้งแขนของคนตัวเล็กเสียได้
                “เป็นอะไรหรือเปล่าอิโนะจัง ก็บอกแล้วไงว่ามัน
                “มันแปลกที่น่ะนอนด้วยกันเถอะนะ”คนตัวเล็กหันกลับมามองหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจัง
                “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”ไดจังหันหลังเดินออกจากห้องและวิ่งลงบันได ก่อนจะกลับมาอีกครั้งด้วยฟูกสีขาวสะอาด “อันนี้ให้อิโนะจังนอนล่ะกัน แล้วก็นะม๊าเรียกให้ไปอาน้ำแหน่ะ เดี๋ยวผมปูที่นอนเสร็จจะตามลงไปนะ”
                “อือ”ผมตอบรับอย่างสบายใจมากขึ้น
                เชื่อไหมว่าหนุ่มมหาลัยอย่างผมเนี่ย ไม่เคยแม้แต่จะไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหนเลย เพราะไม่ชอบการนอนแปลกถิ่น แถมไอ้นิสัยแบบนี้ล่ะมั้ง ผมถึงไม่ค่อยจะมีเพื่อนเลยน่ะสิ ถึงจะแอบมีไปนอนกับสาวๆบ้าง แต่ผมก็ไปส่งพวกเธอหลังเสร็จกิจทุกครั้ง คงไม่มีใครอยากเห็นชายหนุ่มที่กำลังหลงเสน่ห์อยู่นอนละเมอร้องไห้แบบเด็กๆหรอกใช่ไหมล่ะ ถึงแค่ 1 คืนก็อยากให้เป็นความประทับใจดีๆต่อพวกหล่อนล่ะนะ
                ผมเดินลงบันไดไป และพบกับคุณแม่ไดกินั่งจิบชาอย่างใจเย็นอยู่ที่โต๊ะกับข้าว พร้อมทั้งยิ้มทักทายก่อนที่จะผายมือแนะนำทางไปห้องอาบน้ำให้กับแขกอย่างผมในวันนี้ ผมรีบก้มโค้งขอบคุณก่อนจะเดินไปตามทางที่เธอแนะนำ
                .
                .
                .
                “อิโนโอะคุงลูก ม๊าขึ้นไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวม๊าตามไดจังให้ลงมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วกันนะจ๊ะ”
                “ครับผม ขอบคุณมากครับ”
-Arioka’s part-
                “ลูกหมู เตรียมที่นอนเสร็จแล้วก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนอิโนโอะคุงได้แล้ว”
                “ครับๆ มาม๊า” ผมก้าวเดินลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า ก็มันง่วงแล้วนี่นา นั่งรถมาทั้งวัน ปวดเหมื่อยไปหมดเลยแหะ
                เมื่อผมลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน ก็จัดการนอนเอาหน้าแนบไปกับพื้นโต๊ะกับข้าวที่ไม่แน่ใจว่าสะอาดแล้วหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวก็อาบน้ำแล้วนี่นา
                ไม่รู้ว่าผมหลับไปนานแค่ไหน จนสัมผัสได้ถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่หยดลงมาเต็มใบหน้า
                “ตื่นแล้วหรอ ฉันอาบน้ำนานมากเลยสินะ ขอโทษทีนะ”
                “อะอิโนะจัง ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก ฉันแค่เพลียๆนิดหน่อยน่ะ รู้สึกขี้เกียจอาบน้ำจัง”
                “ไม่อาบ ไม่ให้นอนด้วยหรอกนะ”
                “ไปนอนกับม๊าก็ได้”ทั้งที่ง่วงขนาดนี้ แต่ขอแกล้งคนขี้กลัวนิดนึงจะเป็นไรไป ใครต้องง้อใครกันแน่อิโนะจัง หึหึ
                “เดี๋ยวช่วยอาบให้ก็ได้นะ หลับไปเลย จะช่วยขัดถูให้ทุกส่วนเลยดีไหม”จู่ๆอิโนะจังก็ทำหน้าเจ้าเล่ห์ แถมยังยื่นหน้ายียวนนั้นมาใกล้ๆ จนผมชักจะอายไอ้เสียงลมหายใจที่ติดขัดแบบนี้น่ะสิ หวังว่าจะไม่สนใจมันหรอกนะ
                “บ้าหรอ! พูดไปงั้นแหละ ไดจังรักสะอาดจะตาย อาบเองได้สบายมาก”
                “หึหึ ก็ดี เดี๋ยวรออยู่นี้ล่ะกัน”
                “แล้วแต่ ถ้าไม่กลัวเป็นปอดบวมตายล่ะก็นะ”ผมมองดูคนที่นั่งไขว้ห้างเอาผ้าเช็ดเรือนผมอย่างไม่พิถีพิถัน กับผ้าขนหนูที่ห่มร่างกายช่วงล่างไว้อย่างดี แม้จะพูดจาประชดประชันไปขนาดนั้น แต่เขากลับไปยี่หระกับคำพูดของผมแม้แต่น้อย อยากจะรอก็รอไปล่ะกัน ผมเดินหันหลังเพื่อเดินไปอาบน้ำก่อนที่น้ำหายอุ่นเอาเสียก่อน
                “กลัวอดใจไม่ไหวล่ะสิ คิกคิก”
                “ได้ยินนะ!!
                “งั้นก็ได้ยินไว้ด้วยนะ ถ้าไม่รีบอาบผมจะไปช่วยถูหลัง”
                “บ้า!!
                .
                .
                .
                ไอ้เสียงโวยวายเมื่อครู่เงียบลงไปพักใหญ่ๆ จากที่อาบน้ำอย่างเนิบนาบเพื่อต้องการจะกวนประสาทคนข้างนอก ก็ต้องรีบลุกออกจากอ่างน้ำและจัดการปล่อยน้ำให้ไหลออกจากอ่าง ก่อนจะหยิบผ้าคลุมอาบน้ำสีชมพูมาห่มตัว แล้วก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหัวอย่างลวกๆ และรีบออกจากห้องน้ำมาดูสภาพคนข้างนอกสักหน่อย หนาวตายไปหรือยังล่ะอวดเก่งดีนัก!!
                เมื่อก้าวเท้ามาถึงห้องครัวก็พบร่างบางสั่นงกๆเอาหน้าแนบไปกับโต๊ะกับข้าวตัวเดิม ใบหน้าดูซีดเซียว ตาหลับพริ้ม แต่คิ้วคู่นั้นกลับขมวดยุ่งเข้าหากัน คนที่เพิ่งมาใหม่เดินไปประชิดตัวเพื่อไปอังหน้าผาก หลังมือสัมผัสได้ถึงไอร้อนๆที่แผ่ออกมา ร่างคนตรงหน้าเผยอปากออกเล็กน้อยเหมือนพยายามบอกอะไรบางอย่าง คนตัวเล็กก้มตัวลงเพื่อต้องการที่จะรับฟังในสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการจะบอก
                “ได
                “ผมหรอ”
                “ไดเป่าผม”
                “ห๊ะ!!??”สิ้นเสียงอุทานไม่เท่าไร คนที่ทำท่าทางอ่อนเปลี้ย ไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ก็ใช้มือโน้มคอคนตัวเล็กลงมาประกบปาก คนตัวเล็กได้แต่ทำตาโตงงงวยกับเหตุการณ์ตรงหน้า “ทำทำไม??
                “ไม่รู้” คนที่แสร้งอ่อนแรงเมื่อครู่ก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนตรงหน้า ทั้งไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง และไม่เข้าใจปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มตรงหน้าไดกิจูบตอบเขา ไม่รู้ว่าเพียงเพราะเผลอตัวหรืออะไรกันแน่
                “เฮ้อออ”คนตัวเล็กถอยหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่เข้าใจความหมาย ก่อนจะลุกขึ้นและเดินขึ้นบันไดเงียบๆ
-Inoo’s part-
                เอาแล้วไง วุ่นวายอีกแล้วไง ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดอีกแล้วนะเรา โดนเกลียดเข้าเต็มๆแล้วสินะ ผมนั่งอยู่ข้างล่างนี่สักพักเพื่อหวังให้ไดกิหลับไปก่อน หรืออาจจะหนีไปนอนห้องของคุณแม่แล้วก็ได้
                เมื่อเสียงข้างบนเงียบไปพักใหญ่ๆผมก็เดินขึ้นไปบนห้อง ปรากฏว่าพบกับร่างเล็กนั่งสัพหงกอยู่มุมห้อง ผมจัดการอุ้มร่างเล็กลงมานอนกับฟูกสีชมพูของเจ้าของ และห่มผ้าให้เรียบร้อย คนตัวเล็กเหมือนจะลืมตาขึ้นมามองเล็กน้อย
                “เพราะว่านายนอนคนเดียวไม่ได้หรอกนะ” ร่างเล็กหันหน้าไปอีกทางก่อนที่เสียงทุกอย่างจะเงียบลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำของคนที่ยังนอนไม่หลับเท่านั้น
                ผมปิดไฟและล้มตัวนอนลงบนฟูกขาวที่ไดกิจัดไว้ที่มุมห้องอีกฝั่งซึ่งห่างจากฟูกของเจ้าตัวไม่มากนัก สายตายังคงมองแผ่นหลังของคนตัวเล็ก ไม่มีความคิดอะไรในหัว แค่อยากจะมองแค่นั้นเอง
                .
                .
                .
เช้าวันรุ่งขึ้น
                ผมลืมตามาก็ไม่พบอะไรเลย แผ่นหลังเมื่อคืนหรือกระทั่งฟูกสีชมพูก็คงถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยภายในตู้ตัวเดิมของมันนั้นแหละ ผมลุกขึ้นเพื่อจัดการกับฟูกของผมบ้าง ก่อนจะพับฟูกเสร็จ เสียงประตูก็เปิดออก เป็นคนที่เกลียดผมเข้าไปแล้วนั้นแหละ
                “ม๊าให้มาตามไปกินข้าว ลงไปเลย เดี๋ยวที่เหลือจัดการให้” คนที่ยังมีท่าที่โกรธเคืองผมอยู่เดินเข้ามาแย่งฟูกออกไปจากมือผม แล้วเอาไปพับแล้วยัดเข้าตู้ที่เก็บฟูกสีชมพูของเขา
                “อืม”ผมเดินนำคนตัวเล็กลงมาก่อน พอมาถึงเสียงคุณแม่ก็ทักขึ้นมาอย่างแจ่มใสถามไถ่สัพเพเหระทั่วไป ก่อนจะทิ้งท้ายว่ามีธุระต้องไปข้างนอกบ้าน บ่ายๆกว่าจะกลับ อีกทั้งยังกำชับว่าอย่าเพิ่งรีบกลับให้รอทานหม้อไฟตอนมื้อเย็นนี้ก่อน ผมก็ได้แต่รับปากไปเพราะไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไรอยู่แล้ว พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ทั้งที
                หลังจากคุณแม่ออกจากบ้านไปแล้ว บ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ เสียงคนที่เคยเจื้อยแจ้วเสียงใส ไม่มีอีกแล้ว ก็ในเมื่อโดนเกลียดไปแล้วคงทำอะไรไม่ได้แล้วสินะ เฮ้อ!
                ไดกิก้มหน้าอ่านหนังสือการ์ตูน เสียบหูฟังตัดเข้าสู่โลกส่วนตัว หรือก็คือตัดผมออกจากโลกของเขานั้นแหละ ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยเดินหนีออกนอกบ้านไปเสียเลยดีกว่า ข้างๆบ้านมีต้นไม้ที่ถูกดูแลอย่างดี ถูกปลูกเรียงรายอย่างสวยงาม พุ่มดอกไม้ปลูกเป็นทางทอดยาวเว้นช่องว่างไว้สำหรับสัญจร ผมเดินไปเรื่อยๆก็พบกับบ้านหลังโตที่ไดจังเคยแนะนำว่ามันคือบ้านของน้านั้นเอง ผมเห็นว่าไม่ควรจะเดินต่อจึงหมุนตัวจะเดินกลับ แต่ก็มีเสียงเล็กๆได้ดึงให้ร่างผมหยุดเสียก่อน
                “ใครน่ะ!!...ไดจังหรอ??
                “เอ่อผมเป็นรุ่นพี่ไดจังครับ ชื่ออิโนโอะ เคย์ พอดีไม่ทราบว่าเดินมาแล้วมันจะมาโผล่ที่บ้านของคุณต้องขอโทษด้วย” เด็กผู้ชายตัวเล็กมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
                “งั้นไดจังก็อยู่บ้านน่ะสิ!”เด็กชายที่รูปร่างเล็กกว่าไดจังเล็กน้อยรีบวิ่งนำผมไปที่บ้าน และตะโกนเรียกเสียลั่นบ้าน แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับของคนข้างใน คงเป็นหูฟังที่เปิดเพลงเสียดังลั่นนั้นแหละ
                “เอ่อ ไดจังคงเสียบหูฟังอยู่น่ะ คุณไม่เข้าไปในบ้านเลยล่ะ”สายตาคู่น้อยกระตุกวูบลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มให้ผม และออกคำสั่งอยากเอาแต่ใจ
                “ไปเรียกไดจังให้หน่อยสิ!
                “เอ่อครับ” ผมจำใจต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับโลกของไดจังอีกครั้ง ผมเดินไปสะกิดไหล่คนตัวเล็ก เข้าหันหน้ามาเล็กน้อยและทำหน้ายุ่งใส่ ผมชี้ไปทางประตู ไดจังถอดหูฟังออกไปข้าง
                “น้องไดจังให้มาเรียก” คนที่หน้ายุ่งอยู่แล้วกลับทำคิ้วขมวดหนักกว่าเก่า แถมยังเบะปากอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินอาดๆไปที่ประตู
                “จิเน็น!!
                “ทำไมมาไม่บอกยูริเลยล่ะไดจัง” คนตัวเล็กกว่าทำหน้างอนๆ
                “ก็ไม่นึกว่าจะอยู่บ้าน” น้ำเสียงของอีกคนดูจะกระตือรือร้นมากๆแต่อีกคนก็กลับเย็นชาอย่างสุดขั้ว
                “กับยูยังไม่มีอะไรเลยนะ ไดจังโกรธยูริหรอ” เสียงอีกคนที่กระเหง้ากระงอดกลับทำให้อีกคนยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก
                “ทำไมต้องพูดถึงมันอีก ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ ทั้งมันแล้วก็นาย!”สีหน้าคนตัวเล็กกว่าดูเศร้าลงไปถนัดตา ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อไหลออกมาจากตาดวงสวย
                “ยูริขอโทษ เราเลิกกันแล้ว ตั้งแต่วันที่ไดจังไปที่นู้น ยูริไม่ชอบที่ไดจังต้องไปไกล ไกลจากยูริเลย ไม่ชอบให้ยูยังถามหาไดจัง ไม่ชอบยูยังที่พูดถึงแต่ไดจังด้วย ไม่ชอบ ไม่ชอบอะไรสักอย่าง แต่ยูริชอบไดจังนะ ไม่ได้เกลียดเลย ไดจังอย่าเกลียดยูริได้ไหม” คนที่ร้องไห้ฟูมฟายทรุดลงนั่งกุมเข่าตัวเอง คนที่ทำท่าทางหยิ่งยโส แต่สายตาคู่นั้นกลับกระตุกวูบกับถ้อยคำเหล่านั้นไม่รู้สักกี่ครั้ง ท่าทีของเขาเริ่มอ่อนลง ก่อนจะนั่งลงเป็นเพื่อนคนตัวเล็กและยื่นมือไปแตะบ่าที่สั่นไหว และโน้มตัวลงกระซิบใกล้ๆแก้มใส
                “ไม่ต้องมาเล่นละคร!” คนท่าทีหยิ่งยโสได้กลับมาอีกครั้ง เขาหันหลังและรีบปิดประตูบ้าน ปล่อยให้ผู้สังเกตเหตุการณ์ได้แต่งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
                “ไม่ทำเกินไปหน่อยหรือไง แค่เรื่องผู้ชายคนเดียวถึงขนาดตัดญาติกันเลย!?”ผมตั้งใจกระแทกเสียงคำว่า ผู้ชายที่มันคับข้องอยู่ในใจผมออกไป ผู้ชายคนที่นายรักสินะ ยูยังงั้นหรอ!?
                “ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า”ดวงตากลมโตคู่นั้นสั่นไหวอีกครั้ง ไหล่น้อยๆห่อตัวและกระตุกไหวจนผมตกใจ ผมจึงรีบวิ่งไปประคองร่างเล็กไว้ “อึก อึ้ก อึก ฉันสกปรก สกปรกไปทั้งตัว เกลียดๆ เกลียด” คนตัวเล็กฟูมฟายออกมาอย่างไม่เข้าใจความหมาย มือน้อยพยายามถูไถไปตามตัวจนเกิดรอยแดง หนักเข้าก็จะเอาเล็บข่วนไปตามร่างกายตัวเอง ผมจึงต้องกอบกุมมือน้อยๆนั้นไว้ “สกปรก ฉันมันสกปรก ต้องทำความสะอาดๆ ฉันจะไปอาบน้ำ นายถอยไป!!”คนตัวเล็กพยายามจะผละออกจากผม ผมที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก แต่คิดว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขามากๆ ผมประคองร่างเล็กให้เดินไปที่ห้องน้ำ
                “ผมจะช่วยเอง”สายตามองผมอย่างไม่ไว้ใจนัก “ไว้ใจผมเถอะ เหลือแค่ผมไม่ใช่หรือไง” ผมได้แต่โอบกอดร่างที่สั่นไหว และพาเขาเข้าไปชำระล้างร่างกายที่สกปรก(?) ผมจัดการถอดเสื้อยืดลายการ์ตูนและกางเกงใส่เล่นเหลือเพียงกางเกงในตัวจิ๋ว ผมเปิดน้ำใส่อ่างและอุ้มร่างบางวางลง และถอดผ้าชิ้นสุดท้ายที่ติดตัวคนตัวเล็กออก ผมเดินลงไปบนขอบอ่างนั่งซ้อนอยู่ข้างหลังคนตัวเล็กและลูบไล้สบู่ไปทั่วกายคนตัวเล็ก เขาสะอื้นออกมามากกว่าเดิม และก้มหน้างุดๆกอดเข่าตัวเองไว้ ก่อนที่จะหันหลังมาประชันหน้ากับผมและรั้งเอวผมไปกอดไว้แนบกับแก้มกลมๆ
                “ฉันสกปรก นายมายุ่งกับฉันก็ต้องสกปรกไปด้วย ถ้าจะถอยตอนนี้เลยก็ยังทันนะ ความรู้สึกฉัน ฉันจะหยุดมันไว้เอง” ผมไม่ได้ตอบรับก็ไม่ได้ผลักไส ยิ่งโอบกอดร่างเล็กไว้ให้แน่นกว่าเดิมเสียอีก
                ร่างเล็กดึงผมลงมาแช่ในอ่างน้ำด้วยกัน มือที่เริ่มอยู่ไม่สุขถอดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงลำลองของผมออก และพยายามลู่ปราการชิ้นสุดท้ายของผม
                “เป็นความทรงจำใหม่ของผมนะ”คนตัวเล็กโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูของผม แววตาของเขาทำให้ผมตกใจไม่น้อย สีหน้าที่มีแต่ความเคียดแค้น โกรธเคือง ผมผละออกจากเขาและลุกขึ้นและหยิบผ้ามาพันกาย ก่อนจะส่งอีกผืนให้คนที่ยังทำหน้างงอย่างไม่เข้าใจ ผมรีบเดินออกมาจากห้องน้ำ พอดีกับที่คุณแม่ไดจังกลับมา ผมจึงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้อง สักพักก็ได้ยินสียงคนตัวเล็กออกมาจากในห้องน้ำ หวังว่าคุณแม่จะไม่คิดสงสัยอะไรนะ



               
 _______________________________________________________________________________________________________
พยายามบังคับตัวเองให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ แม้จะมีคนอ่านหรือไม่มีก็ตาม(ดราม่าทำไม 555)
สำนวนไม่สวย พิมพ์ผิดก็เยอะ ขออภัยถ้าอ่านแล้วเกิดขัดอารมณ์ไปบ้างนะคะ
ก่อนเปิดเทอมก็จะพยายามลงให้ได้อีกสักตอนสองตอนล่ะกัน(สัญญากับตัวเอง -..-)
               
               


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น