วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

2-Lair Love

-inoo’s part-
                สวัสดีผม อิโนโอะ เคย์ ใครๆก็เรียกผมว่าอิโนะซามะ เพราะฉะนั้นพวกคุณก็เรียกผมแบบนั้นก็ได้ ผมไม่ถือ ฮิฮิ
ผมเป็นเด็กถาปัตปี 1 สุดหล่อ ใครๆก็ว่าแบบนั้น ซึ่งผมก็ชินกับมันแล้วล่ะ ผมเป็นลูกชายคนเดียว นอกนั้นก็เป็นผู้หญิง ซึ่งก็คือพี่สาวผมเองแต่เธอไปเรียนเมืองนอก พ่อกับแม่ที่หวงลูกสาวมากๆ กลัวไปมีสามีเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวก็ตามไปอยู่กับพี่สาวที่เมืองนอก ทิ้งให้ผมลูกชายหัวแก้วหัวแหวน? อยู่ที่บ้านหลังใหญ่หลังนี้เพียงลำพังเพราะถือคติว่าถึงผมจะพาสาวเข้าบ้านยังไงก็คงไม่ใช่พวกฝรั่งตาน้ำข้าวแน่นอน แถมคุณแม่บังเกิดเกล้ายังส่งลูกชายเพื่อนสนิทสมัยสาวๆของคุณแม่มาอีก 1 ผมน่ะไม่คัดค้านหรอกนะ บ้านออกตั้งกว้าง กว้างจนผมคิดว่าเดินกันทั้งวันอาจจะยังไม่เจอกันก็ได้ ผมไม่ได้เว่อร์นะ จริงจริ๊ง (หวังว่าพวกคุณจะไม่คิดจริงจังกับคำพูดผมใช่ไหม) ฮาฮ่า
                อาทิตย์นึงก่อนหน้าที่ลูกชายเพื่อนสนิทแม่จะมา แม่ผมลงทุนบินกลับมาเพื่อปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ โดยห้องรับรองแขกที่เคยเรียบๆ มีแค่ที่นอนและเครื่องอำนวยความสะดวกทั่วไป กลับมีของเล่นจำพวกโมเดล หุ่นยนต์ และอีกสารพัดของเล่น ถ้าผมไม่รู้มาก่อนว่าคนที่ย้ายมาน่ะมันเป็นเด็กมอปลายปี1 ผมคงคิดว่าผมจะได้น้องชายวัยประถมสะแล้วล่ะ ก่อนบินกลับคุณแม่ยังกำชับไว้อย่างดิบดีว่า
                “ต้องดูแลน้องดีๆนะ ถ้าน้องโทรมาหนีกลับบ้าน หรือขอย้ายออก แม่จะหักเงินเดือนแกแน่!! ครับ ไม่มีอะไรเด็ดขาดไปกว่านี้แล้วล่ะ ก็คำว่าเงินเดือนน่ะมันค้ำคอผมไว้อยู่น่ะสิ
                .
                .
                .
                วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเจอกับลูกชายคนสำคัญ เอ้ย! ลูกชายเพื่อนสนิทคนสำคัญของแม่ เชื่อเถอะถ้าคุณรู้ว่าแม่ผมที่นานๆทีจะโทรมาเพราะบอกว่าเปลืองค่าโทรศัพท์ แต่หลังจากกลับไปคุณแม่สุดที่รักก็โทรหาผมเกือบทุกวัน ไม่ใช่เพราะจู่ๆเกิดพิศวาสลูกชายคนนี้หรอกแต่เพื่อกำชับเรื่องลูกชายเพื่อนสนิทนั้นแหละ
                ผมจองร้านของยามะจังคนรู้จักของผมไว้เพื่อจะเลี้ยงต้อนรับน้องชายคนใหม่ของบ้านอิโนโอะสักหน่อย มันเป็นร้านที่บรรยากาศน่ารักๆนั้นน่ะคงเหมาะกับเด็กที่เพิ่งพ้นมอต้นมาหมาดๆอย่างน้องชายคนใหม่แน่ๆ อ้อ! ใช่ๆ น้องชายคนใหม่มีชื่อว่าไดจังแหละแม่ผมบอกมาแค่นี้แหะ ผมก็แอบกังวลนิดๆนะ ถ้าผมจะเรียกเขาด้วยชื่อที่สนิทสนมเกินไปมันจะดีไหมนะ เพราะฉะนั้นผมก็ควรแนะนำตัวด้วยชื่อเล่นเหมือนกันดีหรือเปล่าอ่ะ -.-
                ผมคิดไว้หลายเรื่องเลยนะ เรื่องที่จะคุยกับไดจังน่ะ เอ๊ะ! บางทีผมดูตื่นเต้นมากกว่าแม่อีกนะเนี่ย อาจเพราะว่าโดนโทรมากระตุ้นทุกวันแน่ๆเลยเหอะ บรื้อ~
                .
                .
                .
                นี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้วล่ะ ที่ผมอยู่กับไดจัง จะว่าไปไดจังน่ะกินง่ายอยู่ง่ายมากๆเลยล่ะ ถึงตอนแรกมาจะดูขี้โวยวาย จนผมคิดว่าต้องเรื่องมากแน่ๆ แต่กลับกันเลย ผมทำอะไรก็กินได้หมดทุกอย่าง แถมยังชมว่าอร่อยอีกต่างหาก รอยยิ้มแบบนั้นน่ะมันธรรมชาติมากเลยนะ มันทำให้ผมมีกำลังใจทำกับข้าวให้เขาทุกมื้อเลยล่ะ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันนะที่ไดจังทำกับข้าวให้ผมกิน อย่างวันนี้ที่ผมต้องปั่นโมเดลส่งเซนเซย์ล่ะ ส่งวันนี้เอาพรุ่งนี้ เผาก้นผมเลยสิครับเซนเซย์!!!!!!!
                “กินนี้ดิ ขอโทษทีนะที่ทำได้แค่ต้มราเมนให้ ทั้งๆที่นายชอบทำอาหารอร่อยๆให้แท้ๆเลย” ไดจังบู้ปากเล็กน้อย คงหงุดหงิดที่ตัวเองไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยมั้ง
                “งั้นอยากช่วยไหมล่ะ”
                “เห๊ะ! มีอะไรที่ผมทำได้ด้วยหรอ บอกมาเลย เดี๋ยวช่วยๆ วันนี้ผมไม่มีการบ้านล่ะ”
                “นั่งเป็นเพื่อนหน่อยล่ะกัน”
                “แค่นั่งเป็นเพื่อนเนี่ยนะ นี้นายไม่เห็นว่าฉันมีประโยชน์จริงๆสินะ”
                “ฉันแค่ไม่อยากให้ไดจังลำบาก อีกอย่างแค่ไดจังชวนฉันคุยทั้งคืนก็ดีแล้ว”
                “กลัวหลับหรอ”
                “ฮาฮ่า ก็นะ”ผมยิ้มแหยะๆให้คนตัวเล็กที่รู้ทัน
                “โอเค เอางั้นก็ได้”ไดจังลุกขึ้นไปหยิบน้ำหวาน ขนมนมเนย มากองไว้ข้างตัว ก่อนจะเริ่มแกะขนมซองแรก และหยิบขนมป้อนเข้าปากตัวเอง เคียวกรวมๆเหมือนกลัวผมจะแย่งก็ไม่ปาน“ไว้ใจไดกิได้เลย ผมจะชวนนายคุยข้ามคืนไปเลย :p
                .
                .
                .
                “อื้อร้านนั้นอร่อยมากเลยน้าาาาาาาาา อยากไปอีกจัง ไดกิอยากกิน ดายกิอยากกีน~~~~~~~ เชื่อเขาเลยแหะ พอเสบียงหมดลงไดจังที่ทำท่าสลึมสลือมาตั้งนานก็ผล็อยหลับ ไอ้คนที่ปากเก่งว่าจะชวนคุยข้ามคืนก็หมดสภาพไปสะแล้ว แถมยังละเมอเรื่องของกินอีกต่างหาก นี้นายก็เพิ่งกินจนหลับไปไม่ใช่หรอไดจัง -*-
                ผมจัดแจงให้คนตัวเล็กขยับไปนอนที่โซฟา ถึงจะบอกว่าตัวเล็กก็เถอะผมว่าไดจังต้องตันแน่ๆเลยล่ะ เล่นเอาแขนผมล้าไปหมดเลย ตื่นมาจะใช้ให้นวดสะให้เข็ด -3- จะว่าไปโมเดลผมก็เหลือแค่เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นแหละ งานก็ส่งตั้งบ่ายๆ นี้ก็ตี3ล่ะ นอนสักงีบล่ะกัน ยังพอมีเวลาแหลละนะ ผมคว้าหมอนได้ก็เอามาหนุนหัวนอน เอามันสะข้างๆโซฟาไดจังนี้แหละ
                “อั๊ก!!”เหมือนมีร่างหนักๆทาบทับมาที่ตัวผม ผมว่าผมยังนอนไม่ถึงชั่วโมงดีเลยนะ เฮ้อออ!!
                “มาม๊า ไดจังคิดถึงมาม๊า ไดจังหิวๆมาม๊าทำออมไรค์ให้ไดจังน้าาาาาา มาม๊าใจร้าย! มาม๊าทิ้งไดจังทำไม มาม๊าไม่รักไดจังแล้วใช่ไหม ทำไมถึงส่งไดจังมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ ไดจังอยากกลับบ้านนนนน”คนขี้โวยวายที่ยังนอนทับอยู่บนตัวผมละเมอออกมาเสียงดัง
                “ด..ไดจัง” ผมเรียกให้เขาได้สติ พลางพลิกตัวคนร่างเล็กให้มานอนด้านข้างแทน แต่เหมือนคนร่างเล็กจะยังไม่ได้สติ เขาปัดป่ายมือไปสะเปะสะปะเหมือนต้องการจะคว้าอะไรบางอย่างไว้ แล้ววงแขนเล็กๆนั้นก็ตวัดกายผมเบียดเข้ากับตัว อีกทั้งยังซุกหน้าคลอเคลียอยู่แถวหน้าอกผม
                “อื้อ~ อุ่นจัง” งั้นปล่อยให้เป็นแบบนี้สักพักก็ได้มั้ง อือ~ ผมไดจังนี้นิ่มจังเลยนะ
                .
                .
                .
                “อิโนะจัง!! ตื่นได้แล้ว ฉันอึดอัดหายใจไม่ออกกกกก”
                “หืมม”
                “ยังจะ หืมมมมม อะไรกันเล่า นายมานอนกอดฉันได้ไงเนี่ย แล้วแล้วทำไมต้องกอดแน่นขนาดนี้ด้วย ห๊ะ! แล้วแล้วงานน่ะเสร็จแล้วหรอ ทำไมถึงมานอนแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวไม่มีงานส่งหรอก” คนขี้โวยวายพูดจาตะกุกตะกักไม่เหมือนทุกที ผมจึงแกล้งกระชับกอดให้แน่นขึ้น “เห้ย! ไม่เล่นนะเว้ย”ไดจังพยายามดันร่างผมให้ออกจากตัว
                “หืม ไดจังบอกเองไม่ใช่หรอว่ามันอุ่นดีน่ะ”
                “ใครจะไปพูดอะไรแบบนั้นกันเล่า”คนตัวเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนผม ทั้งยังทุบ ตี จิก ทึ้งผมเท่าที่กำลังเขาจะทำได้
                “ไม่แกล้งแล้วก็ได้”ผมคลายวงแขนออกเล็กน้อย คนตัวเล็กรีบกระชากตัวออกลุกขึ้นนั่ง แล้วกระถดหนีออกห่างไป
                “คิดว่าฉันจะทำมิดีมิร้ายนายหรือไง ฮาฮ่า”
                “กก็แล้วจะไว้ใจนายได้ที่ไหนล่ะ”
                “ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ แต่นายนั้นแหละกอดฉันก่อน”ผมยิ้มอย่างคนมีชัย ไม่ได้ทะเลาะกับใครมานานแล้วแหะ ก็อยู่คนเดียวมาตั้งนานแล้วนี่นา
                “จะเป็นไปได้ไง นายอย่ามาขี้ตู่ ฉันไม่ได้เมาสักหน่อย สติสัมปชัญญะครบถ้วน แล้วฉันก็จำไม่ได้ด้วย ฉันไปทำอะไรแบบนั้นตอนไหน”คนขี้โวยวายจ้องหน้าอย่างหาเรื่อง ทั้งที่ยังเอามือกุมเข่างุดๆอยู่แบบนั้น
                “ไดจังคิดถึงมาม๊า มาม๊าใจร้าย ทำไมต้องทิ้งไดจังด้วย”ผมทำเสียงยานคางเลียนแบบคนที่กำลังถลึงตาใส่ผมอย่างหาเรื่อง ตานายก็โตอยู่แล้วนะ เดี๋ยวมันก็ถลนเอาหรอก ผมอดที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ “ฮาฮ่าๆๆๆๆ”
                “ห้ามขำนะโว้ย!!!”คนขี้โวยวายจู่ก็น้ำตารื้นออกมาเสียได้ “มันน่าขำนักหรือไง!!!! ก็ฉันคิดถึงมาม๊าจริงๆนี่นา นายไม่เข้าใจหรอก ฉันเพิ่งเคยออกจากบ้านมานานๆแบบนี้ครั้งแรกนะเว้ย!! ห้ามๆๆๆๆๆ ห้ามหัวเราะแบบนั้นอีก
เกลียดอิโนะจัง!!!!” คนตัวเล็กลุกพรวดแล้ววิ่งขึ้นบันไดไป ก่อนจะปิดประตูห้องดัง ปัง!
                ผมทำพลาดไปแล้วสินะ

-Arioka’s part-
                ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองหรอกนะ ว่าทำไมผมต้องโกรธเขามากถึงขนาดนั้น ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมหงุดหงิด มันรู้สึกขัดใจไปหมด หืมมม ไม่ใช่เพราะผมถูกตามใจจนเคยหรอกน่ะ
                แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรใช่ไหมล่ะ ทำไมถึงต้องมาหัวเราะผมด้วย แปลกหรอที่เด็กอายุ 15 ปีอย่างผมจะคิดถึงมาม๊า ฮือๆ คิดถึงกับข้าวฝีมือมาม๊า T^T ผมอยากกลับบ้านมันเสียตอนนี้เลย ผมยังไม่อยากเจอหน้าอิโนะจังตอนนี้ด้วย ผมไม่รู้ว่าผมทำเกินไปหรือเปล่าน่ะสิ แต่คิดไปก็แค่นั้น ผมมันแค่เด็กต่างจังหวัด จะไปคุ้นเคยกับเมืองหลวงแบบนี้ได้ไงกันล่ะ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
                “ฉันเข้าไปนะ”แกล้งนอนหลับดีกว่า ผมยังไม่อยากเจอหน้าเขา!
                “หืมมม งั้นฉันเข้าไปแล้วนะ”ฉันล็อคประตูไว้แล้วล่ะ ไม่ลุกไปเปิดให้หรอกนะ เพราะฉันแกล้งหลับอยู่ไง
แกร๊ก!
                ทันทีที่ได้ยินเสียงเหมือนประตูถูกไขเข้ามา ผมก็ดึงผ้ามาคลุมหน้าอย่างอัตโนมัติ ผมว่าผมล็อคไว้แล้วจริงๆนะ!!
                “ฉันมีกุญแจอีกดอกน่ะถ้าจะแกล้งหลับล่ะก็ไม่ทันหรอกนะ”ผมรับรู้ถึงแรงยวบที่ปลายเตียง และมันกำลังยวบยาบขึ้นมาใกล้ผมเรื่อยๆ
                “ไดจังโกรธผมหรอ!? ขอโทษนะ ผมไม่ได้หัวเราะเรื่องมาม๊านายนะ”
                “ถ้างั้นนายหัวเราะอะไรล่ะ!!! อย่ามาแก้ตัว ฉันเกลียดคนที่ไม่รับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง”ผมที่จู่ๆทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่ง ก็ประจันหน้ากับอิโนะจังเข้าพอดี -///-
                “ถ้าผมบอกว่าหัวเราะหน้าไดจังที่ทำตาโต แก้มป่องแบบนี้น่ะ ไดจังก็จะโกรธผมอยู่ดีใช่ไหมล่ะ”อิโนะจังขยับหน้าเข้ามาใกล้ มันใกล้เกินไปแล้วนะ!!
                “ไม่ต้องมาใกล้เลย”ผมกระถดถอยหน้าออกมาเล็กน้อย ให้พอหายใจหายคอได้ -///-
                “ไปเถอะ!!”อิโนะจังจับมือผมทำท่าทางเหมือนจะฉุดผมให้ลุกขึ้นจากที่นอน
                “จะไปไหน ฉันไม่ไป!!”ผมสะบัดมือที่ถูกเกาะกุมไว้
                “นายคงไม่ได้กำลังยั่วฉันอยู่ใช่ไหม -..-” ผมมองมาที่ผมในตอนนี้ เสื้อผ้าคอย้วยๆที่ชอบใส่นอนเป็นประจำ มันย้อยจนจะเห็นหัวนมอยู่แล้วอ่ะ ฮืออออ ผมในตอนนี้ได้แต่ก้มหน้างุดๆไม่กล้ามองหน้าเขาหนักกว่าเก่าอีก “นายคงไม่จริงจังใช่ไหม ฮาฮ่า ฉันไม่มีอารมณ์หรอกนะไดจัง J แล้วอีกอย่างที่ที่ฉันชวนนายไปน่ะมันก็บ้านนายไงล่ะไดจัง”
                “บ้านหรอ?? นายจะพาฉันไปบ้านหรอ”ผมตรงเข้าไปเขย่ามืออิโนะจังเพื่อจะเค้นคำตอบอีกครั้ง
                “ใช่ แต่มีข้อแม้นะ นายห้ามเอ่ยคำว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่บ้านฉัน หรืออะไรทำนองนั้น ที่หมายความว่านายไม่ต้องการอยู่กับฉัน เดี๋ยวแม่นายจะไม่สบายใจน่ะ ให้บอกว่าลืมของไว้แล้วกลับไปเอา เข้าใจนะไดจัง”
                “อืม สัญญา”ผมยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าอิโนะจังเพื่อทำสัญญา
                “นายเป็นเด็กหรือไงไดจัง ฮาฮ่า” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่ก็ยื่นนิ้วก้อยเรียวๆมาเกี่ยวเข้ากับนิ้วป้อมๆของผม -.-
                “ก็ผมอายุ 15 ขวบนิ ><
                .
                .
                .
                ผมจัดการอาบน้ำ แต่งตัวอย่างเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะผมจะได้กลับบ้านนี้น้าาาาาาา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องรออิโนะจังที่ต้องแก้โมเดลให้เสร็จและแวะไปส่งงานที่มหาวิทยาลัยอีกกว่าจะไปถึงบ้านผมก็คงค่ำๆ ก็เลยหาข้ออ้างนอนที่บ้านสะเลย >< ไม่งั้นแม่ผมได้หาทางไล่กลับแน่ๆ
                ผมลงไปนั่งดูอิโนะจังแก้โมเดล หน้าตอนเขาจริงจังนี่มีเสน่ห์ดีนะ แต่ถึงอย่างนั้นหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้นก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กันหรอกนะ >< เอ๊ะ!! นี้ผมกำลังคิดอะไรอยู่อ่ะ -///-
                “มองอะไรหรอไดจัง??” อิโนะจัง หันมามองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
                “โม..โมเดลนายไง สวยดี เมื่อคืนตอนที่ยังไม่เสร็จก็คิดอยู่แล้วว่ามันสวย แต่นี้มันสวยกว่าที่คิดอีกนะ แหะๆ”
                “ขอบคุณนะ แต่ถ้านายบอกว่ามองฉัน คงจะดีใจกว่านี้แน่ๆ J
                “แล้แล้วทำไมฉันต้องมองนายด้วยล่ะ อิโนะบ้า ไปรอหน้าบ้านแล้ว เร็วๆด้วย”
-inoo’s part-
                ฮาฮ่า น่ารักใช่ไหมล่ะ เวลาไดจังเขิน เวลาเขาทำแก้มป่อง ตาโต แบบนั้นน่ะ เขาอาจจะคิดว่ามันเป็นการข่มขวัญผมล่ะมั้ง แต่นั้นน่ะยิ่งทำให้ผมยิ่งอยากแกล้งมากขึ้นๆ ก็ผมอยากเป็นปฏิกิริยาของเขานี่นา
                “โอเค เดี๋ยวตามไป”
                “ชิ!!
                ผมรีบหยิบโมเดลเดินตามไดจังไป ขยะพวกนี้เอาไว้ค่อยมาเก็บล่ะกัน ผมไม่อยากให้ระเบิดลงบ่อยๆหรอกนะ ถึงจะชอบปฏิกิริยาพวกนั้นก็เถอะ :p
                “นายหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงฉันให้หน่อยสิไดจัง” สองมือผมที่ยังล่ะออกจากโมเดลขนาดใหญ่นี้ไม่ได้ที่ให้วางก็ไม่มี จะฝากไดจังเอาจริงๆผมก็ไม่ไว้ใจอ่ะ บางทีก็คุ้มดีคุ้มร้าย จะดีก็ดีใจหายจะร้ายก็ร้ายจนไม่น่าไว้ใจ -.-
                “ไม่เอาด้วยหรอก นายก็หยิบเองสิ -//-” ไดจังเมินหน้าหนีผม
                “นายก็ดูสิ มือฉันว่างสะที่ไหน ไดจังเร็วๆ ไม่อยากกลับบ้านหรือไง” พอคนตัวเล็กได้ยินคำว่าบ้านก็หันขวับมาหาผม
                “อย่าเอามาล่อกันแบบนี้นะ อิโนะจังเจ้าแผนการ ผมไม่ไว้ใจหรอก”
                “ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆก็มือไม่ว่าง ไดจังรีบๆเหอะ แขนเคย์ไม่ไหวแล้วนะ โมเดลนี้ก็หนักอ่ะ”ผมเรียกแทนตัวด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ หวังว่าให้คนขี้โวยวายจะยอมเข้าใจสักที
                “ก็ได้ๆ -//- ” คนขี้โวยวายรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านข้างของผมเพื่อควานหากุญแจแต่ก็ไม่เจอ ก็แน่ล่ะสิ ผมเอาไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังต่างหาก อ้อออ อย่างนี้นี่เองนะไดจัง
                “นี่นายจะล้วงอีกนานไหมไดจัง ถ้านายเจอคงไม่ใช่กุญแจรถหรอกนะ J 555 มันอยู่กระเป๋าหลังอ่ะ” ไดจังหน้าขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัดแก้มกลมๆน่ะเป็นสีแดงเหมือนคนเพิ่งขึ้นจากออนเซนมามาดๆเลยล่ะ
                “แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกเล่า!!
                “ก็นึกว่ารู้สะอีก หรือว่าเพราะรู้แต่ว่าหืมมม J ไดจังรีบหยิบกุญแจในกระเป๋าหลังแล้วเปิดประตูหลังอ้าไว้แล้วก็ชี้นิ้วอย่างคนชอบสั่ง
                “รีบเอามันไปเก็บบนรถเลย ฉันจะได้ตีนายโดยที่ไอ้โมเดลบ้าๆนี้ไม่พัง” ถึงจะเป็นคำขู่หรือคำจริง ผมก็ยอมเอาไอ้โมเดลนี้ไปเก็บแต่โดยดีก็แขนมันล้าหมดแล้วนี้ แถมเหนื่อยกับการกวนประสาทไดจังไปตั้งเยอะแหน่ะ -..-
                “นี่แหน่ะๆๆ อิโนะจังเจ้าเล่ห์ ผมจะไม่หลงกลเป็นครั้งที่สองแน่ๆ” ไหนบอกจะตีไง นี้มันเตะชัดๆ คนตัวเล็กกว่าใช้ท่อนขาเล็กๆนั้นเตะมาที่ก้นผมอย่างแรงมั้ง ฮาฮ่า
                “ฉันแกล้งอะไรนายกัน นายคิดเองทั้งนั้นแหละ”
                “วุ้ย!! คนอย่างอิโนะจังมันน่าโมโห!!!!”คนขี้โวยวายสะบัดตูดหนีขึ้นรถไปแล้ว
                “งอนอีกล่ะ ผมง้อคนไม่เก่งสะด้วยสิ -3-
                “ไม่ต้องง้อ ไม่ได้งอน ไม่ต้องมายิ้ม!! ฉันโกรธอยู่ รีบๆไปขับรถเลย ห้ามชวนฉันคุยด้วย ถึงชวนก็จะไม่คุย!! หึ”
                .
                .
                .
                หืมมม กลายเป็นคนที่บอกห้ามชวนคุยน่ะ กลับเป็นฝ่ายจ้อตลอดทางเสียเอง เริ่มแรกก็ทำเป็นบ่น สักพักก็พูดถึงแต่เรื่องบ้านตัวเอง แนะนำที่เที่ยวอะไรเถือกๆนั้น ผมก็ได้แต่ยิ้มๆพยักหน้ารับไปเพื่อให้คนช่างจ้อสบายใจ
                “นี่นายตั้งใจฟังที่ฉันพูดหรือเปล่าเนี่ย เฮ้อออ อิโนะจังนี้ไม่ไหวเลยนะ เวลาคนพูดอ่ะ” เข้าเรื่องบ่นเรื่องที่ 4 ของทริปนี้ล่ะฮะ
                “บ้านนายนี่อีกไกลไหมอ่ะ”
                “คิดจะเปลี่ยนเรื่องหรือไง อิโนะจ้างงงงง”
                “ค้าบบบ ขอโทษๆ แต่บ้านนายใกล้ถึงยังอ่ะ เคย์เหมื่อยไปหมดแล้วนะ” ผมลองทำเสียงอ่อนๆอีกรอบ ก็มันเคยใช้ได้ผลมาแล้วนี่นา
                “เออๆ -//- ใกล้แล้ว เลยไปอีกสองซอยก็ถึงแล้ว”
                “อ้อๆ งั้นหรอ”ผมรับคำไปส่งๆ ผมรู้สึกขอบคุณสมองอันชาญฉลาดของผมที่ทำให้ไดจังหยุดบ่นผมรอบที่ 4 ได้สำเร็จ ไม่งั้นหูผมต้องอื้อไปข้างนึงแน่ๆ
                “บ้านนายใช่หลังนั้นไหม” ผมชี้มือไปที่บ้านหลังโตที่อยู่ห่างกับบ้านหลังอื่นๆพอสมควร
                “ใช่ๆ แถวนั้นแหละ แต่อันนี้บ้านน้านะ บ้านผมอยู่ข้างหลัง นั้นน่ะๆ นายเห็นไหม” เอ๊ะ! ไดจังไม่ได้ชี้ผิดใช่ไหม บ้านหลังเล็กนั้นน่ะนะ
                “นั้นบ้านไดจังหรอ”
                “อื้อ อยู่กับมาม๊า 2 คน ป๊าไปทำงานไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก แต่ตอนนี้ก็เหลือแค่มาม๊าคนเดียวนั้นแหละ แปลกใจหรอ? คนอย่างแม่ฉันที่ดูธรรมดาๆกับแม่นายที่ออกจะรวยขนาดนั้นได้น่ะ”
                “เปล่าหรอก แค่ถามเฉยๆ”ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
                “นายจะคิดก็ไม่แปลกหรอก ฉันยังเคยคิดเลย”เสียงไดจังที่ดูเศร้าๆอยู่แล้วกลับรู้สึกหม่นหมองเข้าไปอีก
                “ขอโทษที่ถามอะไรแบบนี้นะ”ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าบ้านของไดจัง  
                “อย่าเพิ่งลงนะ ขอเวลานิดนึง” ผมเห็นคนข้างๆที่กำลังทำหน้าเศร้าเจียนตายเมื่อกี้ พยายามปรับสีหน้าให้ร่าเริงที่สุด ทั้งพยายามยิ้ม จนแก้ม2ลูกนั้นน่ะมันแทบจะปริอยู่แล้ว แถมยังหันมาคะยั้นคะยอผมให้เล่าเรื่องตลกที่สุดในชีวิตให้ฟัง ผมก็พยายามบิ้วอารมณ์ช่วยสุดฤทธิ์ ก็ผมรู้นี่ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
                “อือ! ผมพร้อมแล้ว J


                 
 -ปัจจุบัน-
-inoo’s part-
                “กลับบ้านดีๆนะ”
                “จะไม่ไปส่งจริงๆหรอ”
                “จะไปๆมาๆทำไมเล่า นายก็ไปกับฮิคารุอยู่แล้วนิ”
                “งั้นฮิคารุ นายกลับเองนะ!
                “บ้า!!/บ้าหรอ!!”คนขี้โวยวายกับคนขี้จุกจิกแทบประสานเสียงกัน
                “ล้อเล่นนิดเดียวเอง พวกนายเป็นพวกเส้นตื้นหรือไง 5555” คนขี้โวยวายทำหน้าเหวี่ยงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งท่ากอดอกนี้อีก มันทำให้ตัวกลมๆ มันยิ่งกลมเข้าไปอีก อยากฟัด! -,.-
                “ไปได้แล้ว ไปๆ”คนที่ยืนกอดอกเมื่อครู่ออกแรงดันหน้าอกผมให้ถอยห่างจากประตู ก่อนจะเหวี่ยงประตูปิด
                “จะต้องหาเรื่องก่อนกลับให้ได้เลยใช่ไหม นายน่ะ”ฮิคารุยิ้มอย่างคนรู้ทัน
                “เพราะมันจะทำให้ไดจังมีเรื่องให้คิดถึงฉันไงล่ะเด็กน้อย”ผมใช้นิ้วดันหัวคนที่ทำท่ารู้ทันเมื่อครู่ ก่อนจะเดินนำหน้าไป

                “ใครเด็กน้อยกันว่ะ!!”ติดนิสัยคนขี้โวยวายมาหรือไง ผมทำท่าแคะขี้หู เพื่อบอกเป็นนัยว่า หนวกหูน่ะฮิคารุ!!! 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น